กรองหุ้น เจาะลึก

หลังจากได้วิเคราะห์อุตสาหกรรมเรียบร้อยแล้ว…ทุกท่านคงอยากจะทำความรู้จักกับหุ้นรายตัวเพื่อคัดเลือกบริษัทดีๆ ไปไว้ในพอร์ตของเรา แต่เนื่องจากจำนวนบริษัทจดทะเบียน (และกองทุนรวมอสังหาฯ  ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาฯ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน) ในตลาด (SET+MAI) มีอยู่ถึง 708 ตัว [1]  (ณ วันที่ 11/06/2559) จึงแทบเป็นไม่ได้ที่เราจะศึกษาบริษัทเหล่านั้นได้ทั้งหมด จึงมีความจำเป็นที่เราจะต้องใช้ “ตะแกรงร่อนหุ้น” [2] เพื่อคัดเลือกบริษัทที่น่าสนใจไปเจาะลึกในรายละเอียด

โดยเครื่องมือที่ผมเลือกใช้คือ Google Finance: Stock Screener ดังภาพที่ 1

ภาพที่ 1  กรองหุ้นด้วย Google Finance: Stock Screener

เกณฑ์ที่ผมใช้ในการกรองหุ้นมีดังนี้

1) 5y EPS growth rate โดยใช้กำไรเฉลี่ยขั้นต่ำที่ 15% เหตุผลคือ

  • “เจ้ามือตัวจริงคือ ผลประกอบการ” – โจ ลูกอีสาน [3] อดีตนายกสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย)
  • ทำไมถึงดูการเติบโตของกำไรแค่ 5 ปี ไม่ใช้ 10 ปี? เพราะผมมองว่า 5 ปีกำลังพอดีครับ กล่าวคือ มีโอกาสสะท้อนสภาวะปัจจุบันของธุรกิจได้มากกว่า ในขณะเดียวกันก็ยาวนานเพียงพอที่จะเห็นค่าเฉลี่ยของกำไรได้
  • ทำไมตั้งกำไรขั้นต่ำไว้ที่ 15 ? เพราะว่าการลงทุนในหุ้นนั้นมีความเสี่ยง โดยค่าเฉลี่ยของผลตอบแทนตั้งแต่เปิดตลาดหลักทรัพย์มากว่า 40 ปี อยู่ที่ประมาณปีละ 10% ทบต้น [4][5] และกองทุนหุ้นที่เก่งๆ ก็ทำผลตอบแทนได้สูงกว่านี้ [6]
  • เนื่องจากผมเชื่อเช่นเดียวกับคุณโจ ลูกอีสาน ว่า “กำไร คือเจ้ามือตัวจริง” และราคาหุ้นจะวิ่งตามกำไรเสมอ [7][8] อีกทั้งผลตอบแทนที่ผมคาดหวัง ยังต้องชนะตลาดและกองทุนรวมด้วย (เพราะเราเสียแรงเสียเวลาเลือกหุ้นด้วยตนเองแล้ว ก็ควรที่จะได้ผลตอบแทนสูงกว่าการลงทุนแบบสบายๆ ในกองทุนรวม) ผมจึงตั้งกำไรเฉลี่ยขั้นต่ำไว้ที่ 15% ครับ

2) 5y revenue growth rate ตั้งแต่ 5% ขึ้นไป เหตุผลคือ

  • มีบางกิจการที่กำไรโต แต่รายได้ไม่ไต ซึ่งอาจเกิดจากการลดต้นทุน หรือรีดประสิทธิภาพการดำเนินงาน แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งก็อาจจะ “รีดไม่ลง” อีกแล้ว
  • ดังนั้นกิจการที่ดี จึงควรมีรายได้เติบโตด้วย
  • รายได้อาจโตน้อยกว่ากำไร ก็ไม่ถือว่าผิดปกติ และจากการสังเกต หุ้นที่(ผมคิดว่า)ดีๆ มักจะมีการเติบโตของรายได้เฉลี่ยตั้งแต่ 5% ขึ้นไปครับ

3)  Return on equity (5 yr avg) (%) ตั้งแต่ 8% ขึ้นไป เหตุผลคือ

  • ROE  =  กำไรสุทธิ*100 / ส่วนของผู้ถือหุ้น
  • อัตราส่วนนี้อธิบายว่า จากทุน(ส่วนของผู้ถือหุ้น) 100 บาท สามารถนำไปสร้างผลกำไรได้กี่บาท
  • กิจการที่ใช้ทุนน้อย แต่ทำกำไรได้มาก ก็น่าจะเป็นกิจการที่ดี
  • ดังนั้น ROE ยิ่งมาก ก็ยิ่งดี … แต่
  •  ถ้าธุรกิจนี้ทำกำไรได้ดี อาจมีคู่แข่งรายใหม่เพิ่มขึ้นได้อีกหรือเปล่า?
  • หมายเหตุ เว็บตลาดหลักทรัพย์ คำนวณ ROE โดยใช้ส่วนของผู้ถือหุ้นเฉลี่ย 2 ปีติดกัน
  • กิจการที่ดี ROE ควรสูงสม่ำเสมอ ไม่ผันผวนมาก หรือมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น [9]
  • กิจการที่ดี ส่วนของผู้ถือหุ้นควรจะเพิ่มขึ้นตามการเติบโตของบริษัท
  • เมื่อตัวหาร(ส่วนของผู้ถือหุ้น)เพิ่มขึ้น ตัวเศษคือผลกำไรก็ต้องเพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกันหรือสูงกว่า ROE ถึงจะคงที่หรือเพิ่มขึ้นได้
  • ค่า ROE สูงๆ แต่คุณภาพไม่ดีก็มีนะ!!! ลองพิจารณาตามสมการต่อไปนี้
  • ส่วนของผู้ถือหุ้น (Equity) = สินทรัพย์ – หนี้สิน  
  • ถ้ามีหนี้(เงินกู้)มาก  ส่วนของผู้ถือหุ้นก็จะน้อย
  • เมื่อตัวหาร (ส่วนของผู้ถือหุ้น) น้อย ก็จะทำให้ ROE สูงขึ้นได้
  • ส่วนของผู้ถือหุ้น สามารถเพิ่มขึ้นได้จากทั้งการเติบโตของกำไร หรือจากการกู้เงิน(หนี้สิน)ก็ได้
  • และจาก Du Pont Analysis [9][10] [11] ก็แสดงให้เห็นว่า หนี้สิน คือ ตัวคูณความเสี่ยง (Leverage Multiplier)
  • หมายถึง ROE สามารถทำให้เพิ่มขึ้นได้ด้วยการก่อหนี้!!!
  • เมื่อหนี้มาก ก็ต้องจ่ายดอกเบี้ยมาก กำไรก็จะลดลง ส่งผลให้ ROE เพิ่มขึ้น
  • จึงต้องพิจารณาให้ดีว่า ROE “สวยจริง” หรือ “สวยด้วยหนี้”
  • ROE ที่สูงอย่างมีคุณภาพ จะต้องมาจาก Equity ที่เพิ่มขึ้น และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น
  • ต้องดู ROE คู่กับ Debt-to-Equity (D/E Ratio) เสมอ
  • เพื่อแก้จุดอ่อนของ ROE อาจต้องใช้อัตราส่วน ROTC [12] ร่วมพิจารณาด้วย แต่ผมจะไม่กล่าวถึงรายละเอียด เพราะอัตราส่วนนี้ไม่มีอยู่ใน Google Finance: Stock Screener (แต่เราสามารถคำนวณเองได้ครับ)
  • ควรใช้ค่าเฉลี่ย ROE ยาวๆ สัก 4-5 ปีจะดีกว่าปีล่าสุดเพียงปีเดียว [9]
  • และจาก ROE  =  กำไรสุทธิ*100 / ส่วนของผู้ถือหุ้น
  • แต่เนื่องจาก ส่วนของผู้ถือหุ้น = มูลค่าหุ้นที่เรียกชำระแล้ว + กำไรสะสม
  • ถ้ากิจการปันผลออกมาหมด ไม่เก็บกำไรสะสมไว้ ส่วนของผู้ถือหุ้นก็จะคงที่
  •  ROE จึงมีค่าสูงได้ โดยที่กำไรไม่ได้โต ด้วยการปันผลออกมาให้หมด
  • กิจการที่มีนโยบายจ่ายปันผล 100% จึงมักจะมีค่า ROE สูง ทั้งที่อาจจะอยู่ในธุรกิจตะวันตกดิน หรือเป็นธุรกิจที่อิ่มตัวแล้ว
  • สรุป ROE ควรจะสูงอย่างสม่ำเสมอ หรือมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้น
  • ROE สามารถใช้วัดความเก่งของผู้บริหารในการจัดการเงินทุนได้
  •  ระวัง!!! ค่า ROE สูง ไม่ได้แปลว่าบริษัทเติบโตสูง
  • ROE สูง บอกได้แค่ว่า ผู้บริหารสามารถนำเงินทุนไปสร้างผลกำไรได้มาก แต่ไม่ได้บอกถึงการเติบโตของกำไร
  • การเติบโตของบริษัทต้องดูค่า EPS Growth เป็นหลัก
  • ROE ถือเป็นอัตราส่วนหลักที่นักลงทุนแนว VI ให้ความสำคัญ เพราะเสมือนเป็นการรวมสูตรของอัตราส่วนที่สำคัญๆ ไว้ในค่าดียว ซึ่งสามารถแยกองค์ประกอบย่อยได้ตามหลัก Du Pont Analysis [9] นักลงทุนบางท่านถึงกับยกให้ ROE เป็น Ratio อันดับ 1 ในการวิเคราะห์หุ้น [13]  แต่สำหรับผมขอยกให้เป็นอันดับ 3 โดยอันดับ 1 ในดวงใจ คือการเติบโตของกำไร และอันดับ 2 คือการเติบโตของรายได้ ทั้งนี้เพราะผมให้ความสำคัญกับการเติบโตของกิจการเป็นอันดับแรกครับ (ชอบหุ้นเติบโต ^^)
  •  ROE ต้องสูงเท่าไหร่ถึงจะพอ?
  • ROE (ที่มีคุณภาพ) ยิ่งสูง ก็ยิ่งดี แล้วขั้นต่ำมันคือเท่าไหร่ล่ะ?
  • นักลงทุนชั้นเซียนหลายๆ ท่าน แนะนำว่า ROE ควรจะมีค่ามากกว่า 15% ขึ้นไป [14][15][16]
  • แล้วหุ้น ROE ต่ำ สามารถลงทุนได้ไหม?
  • ในช่วงปีแรกของการลงทุน ผมก็กรองหุ้นโดยใช้ค่า ROE > 15% ตามคำแนะนำของเซียนหุ้น (ซึ่งถือว่าเป็นคำแนะนำที่ดีมากๆ เพราะทำให้เราได้เห็นแต่หุ้นคุณภาพสูงๆ)
  • แต่เมื่อไม่นานมานี้ผมได้สังเกตเห็นว่า มีหุ้น(น่าจะ)ดี 2-3 ตัว ที่มี ROE ไม่สูง ทั้งที่ข้อมูลตัวเลขอื่นๆ ก็ดูดีแทบทั้งหมด เช่นตัวหนึ่ง มีรายได้ 5 ปี เติบโตสูงมาก เฉลี่ยกว่า 50% กำไร 5 ปีเติบโต 20% แต่ ROE กลับมีค่าเฉลี่ยแค่ 8% ทั้งนี้ผมคิดว่าเป็นเพราะ
  • เขาสะสมกำไรไว้ในส่วนของผู้ถือหุ้น โดยปันผลออกมาเพียงเล็กน้อย (Div yield ไม่ถึง 1.5%) และนำเงินไปขยายงานได้น้อยกว่าศักยภาพที่มี (อาจเป็นเพราะตลาดตอนนี้ไม่เป็นใจ หรือกำลังอยู่ในช่วงสะสมเสบียงก่อนออกรบ) เลยทำให้ตัวส่วน(Equity) เพิ่มขึ้นเร็วกว่าตัวเศษ(Net Income) จึงทำให้ค่า ROE อยู่ในระดับต่ำ (ไว้งาน OPPDAY คราวหน้า ผมจะลองถามผู้บริหารดูครับ)
  • แต่พอมองไปในอนาคต ผมคิดว่าธุรกิจนี้อยู่ใน Mega Trend และบริษัทน่าจะเอาชนะคู่แข่งได้ ผมจึงทดลองซื้อหุ้น ROE ต่ำเป็นตัวแรกครับ (อีกสัก 2-3 ปี ผลคงออก แล้วจะมาเล่าให้ฟังอีกครั้งครับ)
  • สรุป ตอนนี้ผมลดเกณฑ์การกรอง ROE เหลือแค่ 8% เนื่องจากเห็นว่า บางทีการใช้ตะแกรงตาห่างมากไป ก็อาจทำให้เพชรเม็ดเล็ก(ที่รอวันเติบโต)หลุดลอดไปได้ ^^ แต่แน่นอนว่าเราจะต้องขยันเก็บก้อนกรวดทิ้งมากขึ้น

เกณฑ์ต่อไป เพิ่มเข้ามาเพื่อประกอบการพิจารณา ไม่ได้ระบุค่าขั้นต่ำหรือเพดานต้วเลขไว้

4. Total debt/equity (Recent yr) (%) ไว้ดูโครงสร้างเงินทุนและความมั่นคงทางการเงิน

5. Current ratio ไว้ดูสภาพคล่องของกิจการ

ส่วน 6. Market cap  7. P/E ratio  และ 8. Div yield (%) นั้น มีมาให้ในค่าเริ่มต้นอยู่แล้ว

9. อื่นๆ ที่สนใจ (Google Finance อนุญาตให้เพิ่มเกณฑ์ได้สูงสุด 12 ตัว)

เมื่อกรองหุ้นตามเงื่อนไขข้างต้นออกมาแล้ว จะได้หุ้นจำนวน 73 ตัว (จากทั้งหมด 708 ตัว) คิดเป็นเพียง 10.32% ของหุ้นทั้งตลาด ซึ่งสามารถลดจำนวนหุ้นที่จะนำไปพิจารณาต่อได้เกือบ 90% ดังข้อมูลในไฟล์ Excel ตามลิงก์ (เรียงตาม EPS Growth Rate, สืบค้นเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2559)

หลังจากกรองหุ้นออกมาได้จำนวนหนึ่งแล้ว ตอนหน้าผมจะพาไปวิเคราะห์เจาะลึกหุ้นรายตัวเหล่านี้ โดยพิจารณาจากอัตราส่วนต่างๆ เพื่อเฟ้นหาว่ากิจการไหนจะกลายเป็นเพชรที่จะนำไปประดับไว้ในพอร์ตของเรา

อ้างอิง

[1]  ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย. (2559). รายชื่อบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์. วันที่ทำการสืบค้น 11/6/2559. URL: http://www.set.or.th/dat/eod/listedcompany/static/listedCompanies_th_TH.xls.

[2]  วิบูลย์  พึงประเสริฐ. (2555). ตะแกรงร่อนหุ้น. กรุงเทพฯ: วิง มีเดีย.

[3]  อนุรักษ์  บุญแสวง. (2558, เมษายน, 9). “โจ ลูกอีสาน” คิดสไตล์ VI “เจ้ามือตัวจริงคือ ผลประกอบการ”. ประชาชาติธุรกิจ. URL: http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1428483466.

[4]  ศักดา  สรรพปัญญาวงศ์. (2557). วิกฤติใหญ่ตลาดหุ้นไทย #1 (2522-2525) : ความเสี่ยง ผลตอบแทน และ ผลลัพธ์การลงทุนแบบ DCA ฝ่าวิกฤติ. วันที่ทำการสืบค้น 11/6/2559. URL: http://www.a-academy.net/blog/set-crisis-1.

[5]  ศักดา  สรรพปัญญาวงศ์. (2557). วิกฤติใหญ่ตลาดหุ้นไทย #2 (2536-2541) : ความเสี่ยง ผลตอบแทน และ ผลลัพธ์การลงทุนแบบ DCA ฝ่าวิกฤติ. วันที่ทำการสืบค้น 11/6/2559. URL: http://www.a-academy.net/blog/set-crisis-2.

[6]  บริษัท เว็ลธ์ แมเนจเม้นท์ ซิสเท็ม จำกัด. (2559). ผลตอบแทนระยะยาวของกองทุนรวมตราสารทุนตั้งแต่จัดตั้ง (เฉพาะกองทุนที่มีอายุมากกว่า 10 ปี). วันที่ทำการสืบค้น 11/6/2559. URL: http://www.wealthmagik.com/FundInfo/TopFundPerformance.aspx.

[7]  ศักดา  สรรพปัญญาวงศ์. (2558). ปัจจัยกำหนดราคาหุ้น #1 : กำไรต่อหุ้น (EPS). วันที่ทำการสืบค้น 11/6/2559. URL: http://www.a-academy.net/finance/personal-finance/04-key-factor-eps.

[8]  ศักดา  สรรพปัญญาวงศ์. (2558). ปัจจัยกำหนดราคาหุ้น #2 : มูลค่าที่นักลงทุนยินดีจ่าย (P/E). วันที่ทำการสืบค้น 11/6/2559. URL: http://www.a-academy.net/finance/personal-finance/05-key-factor-pe.

[9]  สรรพงศ์  ลิมป์ธำรงกุล. (2556). หลักการเงิน การลงทุน ทำไม ROE จึงเป็นเครื่องมือหลักในการเลือกหุ้น. วันที่ทำการสืบค้น 12/6/2559. URL: https://www.facebook.com/sanpong.limthamrongkul/posts/10200384941564562.

[10]  สรรพงศ์  ลิมป์ธำรงกุล. (2556). หลักการเงิน การลงทุน (ต่อ). วันที่ทำการสืบค้น 12/6/2559. URL: https://www.facebook.com/sanpong.limthamrongkul/posts/10200384943564612.

[11]  investing.com. (2012). DuPont Analysis Used To Dissect ROE. Retrieved Date 2015-06-12. URL: http://www.investing.com/analysis/dupont-analysis-used-to-dissect-roe-148066.

[12]  sornhoon.com. (?). ROE คืออะไร. วันที่ทำการสืบค้น 12/6/2559. URL: http://www.sornhoon.com/d-roe.aspx.

[13]  กฤษฎา  เสกตระกูล. (2557). “ROE : Ratio อันดับ 1 ในดวงใจในการวิเคราะห์หุ้น”. วันที่ทำการสืบค้น 12/6/2559. URL: http://www.saa-thai.org/download/%E0%B8%81.%E0%B8%A2.57_TSI-Article_Inv_EQ_174.pdf.

[14]  นิเวศน์  เหมวชิรวรากร. (2552). วิเคราะห์หุ้นแบบ VI (ขั้นต้น). วันที่ทำการสืบค้น 12/6/2559. URL: http://www.sarut-homesite.net/วิเคราะห์หุ้นแบบ-vi-ขั้นต/

[15]  พงศ์ศักดิ์  ธรรมธัชอารี. (2558). (บทความบนเฟซบุ๊ก). วันที่ทำการสืบค้น 12/6/2559. URL: https://www.facebook.com/pongsak.thammathataree/posts/908398189198101.

[16]  ศักดา สรรพปัญญาวงศ์. (2557). ลงทุนหุ้นอย่างสบายใจ ตอนที่ 10 Screening #4 : อัตราก่าไรคุ้มค่า สม่ำเสมอ. วันที่ทำการสืบค้น 12/6/2559. URL: http://www.a-academy.net/wp-content/uploads/2015/01/Stock-Investment-10.pdf.