เรียนลัด จากอัตราส่วนทางการเงิน

สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นสนใจการลงทุน เมื่ออ่านบทความตอนที่แล้ว เรื่อง “กรองหุ้น เจาะลึก” ก็อาจจะงงกับศัพท์ใหม่ๆ ที่อาจจะยังไม่คุ้นเคย เช่น EPS, ROE, D/E ratio, Current ratio, Market cap, P/E, Div yield, etc. ซึ่งค่าเหล่านี้ถือเป็นข้อมูลสำคัญที่นักลงทุนแนว VI จะต้องรู้ และสำหรับผู้ที่เคยลงทุนในหุ้นมาบ้างแล้ว หลังจากที่เรากรองหุ้นไว้เรียบร้อย ขั้นต่อไปทุกท่านคงอยากจะไป “เจาะลึก” ในรายละเอียด

ว่าที่จริงแล้ว (เลียนแบบสำนวนเซียนหุ้น อิอิ) การลงทุนในหุ้นนั้น ค่อนข้างจะต้องใช้ข้อมูลความรู้ความเข้าใจในหลายเรื่องมาก แต่เพื่อให้นักลงทุนมือใหม่สามารถเริ่มต้นได้โดยใช้เวลาไม่นานนัก ดังนั้นบทความนี้ผมจะพาทุกท่านไป “เรียนลัด จากอัตราส่วนทางการเงิน” ซึ่งเสมือนเป็นการจัดเตรียมเครื่องมืออุปกรณ์ที่จะใช้ในการเจาะลึกหุ้นรายตัวต่อไป

เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายที่สุด ผมจะขอเรียงลำดับจากสิ่งที่ผู้คนทั่วไปพอจะนึกตามได้ และจะเลือกอธิบายเฉพาะอัตราส่วนที่นิยมใช้กันบ่อยๆ โดยเฉพาะค่าที่ปรากฏอยู่ในเครื่องมือกรองหุ้น Google Finance: Stock Screener  โดยผมขออนุญาตใช้ภาษาแบบบ้านๆ ที่ไม่เป็นวิชาการมากนัก แต่จะพยายามใช้คำให้ตรงกับเอกสารทางการ (เช่นเว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์) เมื่อเปิดไปเจอแล้วจะได้ไม่งง ^^ โดยผมขอออกตัวไว้ก่อนว่า ผมเขียนขึ้นมาจากการศึกษาค้นคว้าด้วยความสนใจส่วนตัว ไม่ได้เกิดจากการร่ำเรียนมาทางด้านนี้โดยตรง ดังนั้นถ้ามีส่วนไหนที่ผิดพลาด รบกวนช่วยกรุณาชี้แนะเพื่อจะได้แก้ไขให้ถูกต้องต่อไปครับ ^^

1.  กำไรสุทธิ (net profit, net income)

  • โดยปกติแล้วธุรกิจแทบทุกชนิดมีเป้าหมายที่สำคัญคือ การสร้างผลกำไร(ให้ได้สูงสุด?) ซึ่งคำนวณได้จาก
  • กำไรสุทธิ = รายได้รวม – ค่าใช้จ่ายรวม
  • net income คือ รายได้ที่ “หักค่าใช้จ่าย” เรียบร้อยแล้ว ซึ่งก็คือ “กำไรสุทธิ” นั่นเองครับ^^ [1][2][3]  (แปลกใจใช่มั้ยล่ะ อิอิ)
  • อัตราส่วนทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับกำไรสุทธิ
  • P/E ratio = มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) / กำไรสุทธิ [4][5]
  • มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด = จำนวนหุ้นทั้งหมด (Number of Share) * ราคาล่าสุด (Price)
  • P/E ratio ใช้วัดความถูกแพงของหุ้น  
  • เช่น P/E = 10 เท่า หมายถึง ราคาหุ้นเป็น 10 เท่าของกำไร (ถ้าสมมติว่าบริษัทมีกำไรคงที่เท่าเดิมทุกปี ก็จะใช้เวลาทั้งหมด 10 ปีในการคืนทุน)
  • นักลงทุนแนว VI แบบต้นตำรับ (Benjamin Graham’s Style ) จะชอบหุ้นที่มี P/E ต่ำ แต่นักลงทุน VI ยุคใหม่ (Warren Buffett’s Style) สามารถซื้อหุ้นที่มี P/E สูงขึ้นได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้เหตุและผล เช่น ธุรกิจมีโอกาสเติบโตสูง มีความสามารถในการแข่งขันเหนือกว่าคู่แข่ง เป็นต้น (จะยกไปเขียนเป็นอีก 1 บทความในโอกาสหน้าครับ)

2.  รายได้รวม (revenue)

  • คำนี้ มีความชัดเจนในตัวเองอยู่แล้ว คงไม่ต้องแสดงสมการอะไรให้ซับซ้อนเนาะ ^^
  • revenue คือ รายได้ที่ยังไม่หักค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น
  • สามารถดูความแตกต่างของคำกำกวม (ในภาษาไทย) ระหว่าง Revenue กับ net income ได้ตามลิงก์ครับ [6][7][8]
  • อัตราส่วนทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับรายได้รวม
  • Price to sales = ราคา / รายได้รวมต่อหุ้น
  • Price to sales = มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด / รายได้รวม
  • อัตราส่วนราคาหุ้นต่อรายได้ต่อหุ้น หรืออัตราส่วนมูลค่าต่อยอดขาย (P/S) ยิ่งมีค่าน้อยยิ่งดี โดยราคายุติธรรม (ที่ยังไม่แพงเกินไป) ควรมีค่าใกล้เคียง 1 [9] ซึ่งหมายถึง ราคาหุ้นพอๆ กับรายได้/หุ้น นั่นเอง
  • กิจการต่างประเภทกัน มักมี P/S ที่ไม่เท่ากัน เนื่องจากคุณภาพของรายได้ไม่เท่ากัน [xxx]
  • “ข้อดีของ P/S คือ ช่วยให้ประเมินมูลค่ากิจการที่ยังไม่มีกำไรหรือขาดทุนได้ และช่วยตรวจสอบความถูก-แพงของหุ้นเติบโตที่เน้นการมองรายได้เป็นหลัก” [9]
  • มีบางคนบอกว่าอัตราส่วนนี้ ดีกว่า P/E Ratio เสียอีก [10][11] (แต่นักลงทุนแนว VI ต้องเป็นพวก “หูหนัก” ไว้ก่อนเนาะ ^^)

3.  กำไรต่อหุ้น (Earning Per Share: EPS)

  • กำไรต่อหุ้น = กำไรสุทธิ / จำนวนหุ้นชำระแล้ว 
  • ถ้าราคาพาร์ เท่ากับ 1 บาท ดังนั้น
  • กำไรต่อหุ้น (ก็จะ) = กำไรสุทธิ / มูลค่าหุ้นที่เรียกชำระแล้ว  (อันนี้เป็นข้อสังเกตของผมครับ)

ผมพยายามอธิบายคำศัพท์เหล่านี้ เพื่อที่จะให้ทุกท่านสามารถอ่านงบการเงิน/ผลประกอบการ ได้ด้วยตนเอง จากหน้าสรุปผลประกอบการในเว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งมีหน้าตาดังภาพที่ 1 และเพื่อความเข้าใจที่มากขึ้น ท่านอาจจะลองเปิดงบการเงินของบริษัทที่ท่านสนใจ แล้วคำนวณตามสูตรที่ผมสรุปไว้ ซึ่งถ้าได้ค่าตรงกัน ก็น่าจะสรุปได้ว่าเราเข้าใจถูกต้องแล้ว

คำแนะนำ ถ้า copy ตัวเลขผลประกอบการจากเว็บไซต์ตลาดหลักหลักทรัพย์ไปวางในโปรแกรม Microsoft Excel จะไม่สามารถคำนวณค่าได้ แนะนำว่าให้ใช้โปรแกรม Google Sheet แทน ก็จะสามารถคำนวณได้เป็นปกติครับ

ภาพที่  1  ตัวอย่างผลประกอบการสำคัญของกิจการ [12]

4.  ราคาพาร์

  • ราคาพาร์ = ทุนจดทะเบียน / จำนวนหุ้น (ที่จดทะเบียนกับกระทรวงพาณิชย์) [13][14]
  • ถ้าแปลเป็นภาษาชาวบ้าน ราคาพาร์ ก็น่าจะเป็น “ราคา(ที่เจ้าของลงทุนไป)ต่อหุ้น”

5.  มูลค่าหุ้นที่เรียกชำระแล้ว

  • มูลค่าหุ้นที่เรียกชำระแล้ว = จำนวนหุ้นชำระแล้ว*ราคาพาร์  [15][16][17]
  • ถ้าแปลเป็นภาษาชาวบ้าน คงประมาณว่า “เจ้าของบริษัทลงเงินไปแล้วเท่าไหร่” นั่นเอง [18]
  • มูลค่าหุ้นที่เรียกชำระแล้ว ควรจะมีค่าคงที่ แต่ถ้ามีค่า
  • เพิ่มขึ้น อาจหมายถึงบริษัทมีการ “เพิ่มทุน” หุ้นสามัญ  ซึ่งโดยทั่วไปแล้วนักลงทุนแนว VI จะไม่ชอบ เพราะจะทำให้จำนวนหุ้นเพิ่มขึ้น ราคาหุ้นร่วงลง (Dilute) และต้องยุ่งยากในการจัดการ [19][20][21][22]
  • ลดลง อาจหมายถึงบริษัทมีการ “ซื้อหุ้นคืน (Treasury stock)” จากผู้ถือหุ้น ซึ่งเป็นที่โปรดปรานของนักลงทุนแนว VI เพราะทำให้จำนวนหุ้นลดลง  กำไรต่อหุ้นเพิ่มสูงขึ้น [23][24][25],

6.  การเพิ่มทุนหุ้นสามัญ

  • หมายถึง “การเพิ่มจำนวนหุ้นเพื่อระดมเงินทุนเพิ่ม” [19][20][21]

7. ส่วนของผู้ถือหุ้น (Equity, ส่วนของเจ้าของ, ส่วนทุน, มูลค่าทางบัญชี)

  • ส่วนของผู้ถือหุ้น = มูลค่าหุ้นที่เรียกชำระแล้ว + กำไรสะสม  [x]
  • ส่วนของผู้ถือหุ้น เพิ่มขึ้นได้จาก 2 ทาง (ตรงนี้ลืมอ้างอิง ค้นหาใหม่ก็ไม่เจอแล้วครับ มีที่ใกล้เคียงสุดคือ [y] ) คือ
  • กำไรสะสมเพิ่มขึ้น (แบบนี้ดีครับ ^^)
  • การเพิ่มทุน (อาจจะดีหรือไม่ดีก็ได้ แต่ให้ตั้งข้อสังเกตไว้ก่อนว่า ไม่น่าจะดี)
  • กิจการที่ดี ควรมีส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่งแสดงถึงว่ากิจการมีกำไรสะสมเพิ่มขึ้นทุกปี
  • อัตราส่วนทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับส่วนผู้ถือหุ้น
  • P/BV (Price to Book Value) = มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) / ส่วนของผู้ถือหุ้น [5]
  • P/BV =  (Price * Number of Share) / Equity  เมื่อกลับตัวเศษไปเป็นส่วนก็จะได้
  • P/BV = Price/(Equity/Number of Share)
  • Equity/Number of Share เรียกว่า Book Value: BV หรือ มูลค่าหุ้นทางบัญชีต่อหุ้น
  • เราจึงเรียก P/BV ว่าเป็นอัตราส่วน “ราคาต่อมูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น”
  • Price = P/BV * มูลค่าหุ้นทางบัญชีต่อหุ้น
  • ใช้สำหรับหาราคาเป้าหมายของหุ้นในธุรกิจเดียวกัน
  • P/BV เป็นค่าที่บอกว่า ตลาดให้ราคาหุ้นเป็นกี่เท่าของเงินที่เจ้าของลงทุนไป
  • ถ้า P/BV < 1 เท่า ก็หมายความว่า เราสามารถซื้อหุ้นในราคาที่ถูกกว่าที่เจ้าของบริษัทลงทุนไว้
  • แต่โดยทั่วไป หุ้นดีๆ ก็มักจะมี P/BV สูงกว่า 1 เท่าครับ (ไม่งั้นเจ้าของคงเจ็บใจแย่ อิอิ)
  • โดยส่วนตัว ผมไม่ได้ให้น้ำหนักกับค่า P/BV มากนัก แค่ใช้ดูประกอบเพียงเล็กน้อย กล่าวคือถ้า P/BV ต่ำ ก็จะรู้สึกดีใจว่าเราซื้อหุ้นได้ในราคาถูก แต่ถ้า P/BV สูง ก็จะปลอบใจตัวเองว่า “เอาน่า ของดีก็ต้องมีราคาแพงเป็นธรรมดา 555” เหมือนอย่างที่คุณ “yoyo” – สันติ สิงหวังชา เซียนหุ้น VI อันดับต้นๆ ของเมืองไทย ได้พิสูจน์ไว้ให้ดูตามลิงก์ครับ [26]
  • สำหรับการประเมินมูลค่าหุ้นในธุรกิจเดียวกัน
  • P/BV อาจสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงได้ดีกว่า P/E ? ทั้งนี้เพราะ P/E เทียบจากกำไรไตรมาศล่าสุดเพียงไตรมาสเดียว แต่ P/BV เป็นการประเมินมูลค่าจากตัวเลขที่สะสมมาอย่างยาวนาน

8.  Net Income Growth Rate

  • คืออัตราการเติบโตของกำไรสุทธิ

9.  EPS Growth Rate

  • คืออัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้น ซึ่งเป็นค่าที่ผมให้ความสำคัญเป็นอันดับ 1 เพราะสะท้อนการเจริญเติบโตของกิจการได้ดีที่สุด (ธุรกิจที่ดี ก็ควรจะมีกำไรเพิ่มขึ้นได้เรื่อยๆ ทุกปี)
  • เมื่อมี Net Income Growth Rate แล้วใยยังต้องมอง EPS Growth Rate อีก? ผมขอสันนิษฐานดังนี้ครับ
  • Net Income Growth Rate พูดถึงการเติบโตของธุรกิจเพียวๆ คือเป็นการมองในภาพรวมทั้งบริษัท แต่
  • EPS Growth Rate นั้นมองในแง่ของส่วนแบ่งที่ผู้ถือหุ้นแต่ละคนจะได้รับด้วย (เพราะบางทีจำนวนหุ้นอาจเพิ่มขึ้นได้จากการแตกพาร์) ดังนั้นค่านี้จึงสะท้อนผลประโยชน์ที่แต่ละคนจะได้รับได้ดีกว่า (ถูกผิดอย่างไร ถกกันได้ครับ ^^)

10.  Revenue Growth Rate

  • คืออัตราการเติบโตของรายได้ ซึ่งเป็นค่าที่ผมให้ความสำคัญเป็นอันดับ 2 เพราะ
  • การเติบโตของกำไรที่แข็งแรง ควรจะมาจากยอดขายหรือรายได้ที่เพิ่มขึ้น

11.  สินทรัพย์รวม (Total Assets)

  • สินทรัพย์รวม = สินทรัพย์หมุนเวียน + สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน
  • สินทรัพย์หมุนเวียน (Current Assets: CA) หมายถึง สินทรัพย์ที่มีสภาพคล่อง สามารถจะเปลี่ยนเป็นเงินสด เช่น เงินสด เงินฝากธนาคาร เป็นต้น หรือสินทรัพย์อื่นที่เปลี่ยนเป็นเงินสดได้เร็ว (โดยปกติจะไม่เกิน 1 ปี) เช่น ตั๋วเงินรับ ลูกหนี้การค้า สินค้าคงเหลือ เป็นต้น [27]
  • สินทรัพย์ไม่หมุนเวียน (Non – Current Assets) หมายถึง สินทรัพย์ที่ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้โดยเร็ว (ใช้ระยะเวลานานกว่า 1 ปี) เช่น เงินลงทุนระยะยาว เงินให้กู้ยืมระยะยาว  การลงทุนในหุ้นสามัญของบริษัทต่างๆ  สินทรัพย์ถาวร (Fixed Assets) ที่เป็นสินทรัพย์ที่มีตัวตน มีลักษณะการใช้งานที่คงทน และมีอายุการใช้งานนานเกินกว่า 1 ปี เช่น ที่ดิน อาคาร อุปกรณ์ รถยนต์ เป็นต้น สินทรัพย์ไม่มีตัวตน (Intangible Assets) หมายถึง สินทรัพย์ที่ไม่มีรูปร่างไม่สามารถจับต้องได้ทางกายภาพ แต่สามารถตีราคาให้มีมูลค่าเป็นเงินตรา และถือกรรมสิทธิ์ได้ เช่น เครื่องหมายการค้า สิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ ค่าความนิยม เป็นต้น [27]
  • สินทรัพย์รวม = หนี้สินรวม + ส่วนของผู้ถือหุ้น
  • อัตราส่วนทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์
  • Cash/share = เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด / จำนวนหุ้น
  • อัตราส่วนกระแสเงินสดต่อหุ้น ใช้วัดความสามารถของกิจการในการหาเงินสดจากการดำเนินงาน [28]
  •  รายการเทียบเท่าเงินสด เช่น หลักทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงในตลาดเงิน (money market) พันธบัตรรัฐบาล

12.  อัตรากำไรขั้นต้น (Gross margin) (%)

  • กำไรขั้นต้น (Gross Profit) =  รายได้รวม – ต้นทุนขาย (Cost Of Goods Sold: COGS) 
  • (Gross Profit Margin)(%) = กำไรขั้นต้น*100 / รายได้รวม
  • แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการทำกำไรของกิจการ หลังจากหักต้นทุนสินค้าแล้ว แต่ยังไม่หักค่าใช้จ่ายอื่น [29]
  • ผลลัพธ์ยิ่งสูงยิ่งดี 
  • พิจารณาตามภาพที่ 2

ภาพที่  2  จากรายได้ สู่กำไรสุทธิ (ที่มา: a-academy.net [30])

13.  อัตรากำไรจากการดำเนินงาน Operating margin (%)

  • กำไรจากการดำเนินงาน (Operating Profit) = รายได้รวม – ต้นทุนขาย – ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร – ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย
  • อัตรากำไรจากผลการดำเนินงาน = กำไรจากการดำเนินงาน * 100 / รายได้รวม
  • แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการทำกำไรของกิจการ หลังจากหักค่าใช้จ่ายรวม แต่ยังไม่หักดอกเบี้ยและภาษี [29]
  • กำไรจากการดำเนินงาน ใช้เป็นองค์ประกอบในการคำนวณ “ความสามารถในการชำระดอกเบี้ย (Interest coverage)” ด้วย ซึ่งจะกล่าวถึงต่อไป
  • ผลลัพธ์ยิ่งสูงยิ่งดี 
  • พิจารณาตามภาพที่ 2

14.  อัตรากำไรสุทธิ (Net profit margin) (%)

  • อัตรากำไรสุทธิ = กำไรสุทธิ * 100 / รายได้รวม
  • เป็นอัตราส่วนที่บอกว่า ธุรกิจมีกำไรกี่บาท จากยอดขาย 100 บาท
  • ธรรมชาติของแต่ละธุรกิจ จะมีอัตรากำไรสุทธิที่ไม่เท่ากัน เช่น กลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มักจะมีอัตรากำไรสุทธิสูงกว่าธุรกิจค้าปลีก
  • แต่สรุปไม่ได้ว่า ธุรกิจอสังหาฯ ดีกว่าค้าปลีก ยังต้องพิจารณาค่าอื่นๆ ประกอบอีกมาก
  • ธุรกิจที่มีอัตราการทำกำไรสุทธิสูง มักจะมีลักษณะพิเศษบางอย่าง เช่น ทำยาก ต้องการความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านสูง
  • ถ้าอัตรากำไรสุทธิสูง อาจเป็นแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการรายใหม่กระโดดลงมาแข่งเพิ่มขึ้นได้อีกหรือเปล่า?

15.  อัตราส่วนผลตอบแทน (Return) ต่างๆ

  • ROE = กำไรสุทธิ*100 / ส่วนของผู้ถือหุ้น
  • เป็นค่าที่ผมให้ความสำคัญเป็นอันดับ 3 ซึ่งได้อธิบายโดยละเอียดไปแล้วในตอน “กรองหุ้น เจาะลึก
  • ROI = กำไรสุทธิ*100 / เงินลงทุนสุทธิ  [31][32]
  •  ROI คือ อัตราส่วนผลตอบแทนของเงินลงทุน
  • เงินลงทุนสุทธิ คือ เงินลงทุนทั้งหมด ทั้งจากเงินทุนส่วนของเจ้าของ (Equity) และ เงินที่ไปกู้มา (Debt) [32]  ซึ่งถ้าดูจากคำนิยามใน Google Finance: Stock Screener จะได้ว่า
  • เงินลงทุนสุทธิ =  (Total Long term Debt + Long term Liabilities + Shareholders Equity)  [33][34]
  • ถ้าบริษัทใช้เงินลงทุนจากเงินออมทั้งหมด ROI ก็จะเท่ากับ ROE แต่ถ้ามีการใช้เงินกู้ร่วมด้วย จะทำให้ ROE มีค่าสูงกว่า ROI เพราะมีตัวหารน้อยกว่า [32]
  • ด้วยเหตุนี้ นักลงทุนจึงชอบใช้ค่า ROE เพราะมีความสามารถในการวัดประสิทธิภาพของการใช้เงินคนอื่นมาลงทุน (financial leverage) เพื่อสร้างผลกำไรเพิ่มขึ้นได้ด้วย
  • สรุป ถ้าต้องการดูว่า บริษัทได้ผลตอบแทนจากการลงทุนกี่ % ก็ดูที่ค่า ROI แต่ถ้าต้องการวัดความเก่งของผู้บริหารว่าสามารถทำผลตอบแทนทั้งหมดได้เท่าไหร่จากทุนที่มี ก็ดูที่ค่า ROE เป็นหลัก (การกู้เงินคนอื่นมาสร้างผลกำไร ย่อมต้องใช้ความสามารถ^^)
  • ROA = กำไรสุทธิ / สินทรัพย์รวม
  • อัตราส่วนผลตอบแทนจากสินทรัพย์ ใช้วัดประสิทธิภาพการการใช้สินทรัพย์ ว่าสามารถนำไปสร้างเป็นผลกำไรได้กี่ % [33][34] ถ้ามีค่าสูง ก็แสดงว่ามีการใช้สินทรัพย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • หมายเหตุ
  • โดยทั่วไปแล้วในกิจการที่ดีมักจะมีค่า ROE > ROI > ROA ทั้งนี้เพราะ ส่วนของผู้ถือหุ้น(ย่อมจะ) < เงินลงทุนสุทธิ < สินทรัพย์รวม (เมื่อตัวหารน้อยกว่า ผลลัพธ์ก็ย่อมมากกว่า)
  • ควรใช้ค่า ROE, ROI, ROA เพื่อเปรียบเทียบเฉพาะในธุรกิจหรืออุตสาหกรรมเดียวกัน เพราะธรรมชาติของแต่ละธุรกิจมักจะแตกต่างกัน [33]
  • ในเว็บไซต์ Google Finance: Stock Screener จะมีตัวเลือก  ROE, ROI, ROA ตามช่วงเวลาต่างๆ คือ
  • TTM = คำนวณโดยใช้ตัวเลขจาก 12 เดือนล่าสุด (เป็นปัจจุบันมากที่สุด)
  • Recent yr = ข้อมูลจากปีล่าสุด
  • 5 yr avg = ค่าเฉลี่ย 5 ปี (สะท้อนภาพระยะยาวดีที่สุด)

16.  หนี้สินรวม (Total Debt, Liability)

  • หนี้สินรวม = หนี้สินหมุนเวียน(หนี้ระยะสั้น) + หนี้สินไม่หมุนเวียน(หนี้ระยะยาว)
  • หนี้สินหมุนเวียน หรือหนี้ระยะสั้น (Current Liability: CL) หมายถึง หนี้สินที่จะต้องชำระภายใน 1 ปี เช่น เงินกู้ยืมจากธนาคาร เจ้าหนี้การค้า ภาษี เงินปันผลค้างจ่าย รายได้รอการตัดบัญชี เงินรับล่วงหน้าจากลูกค้า เงินกู้ยืมระยะยาวที่ถึงกำหนดจ่ายภายใน 1 ปี
  • หนี้สินไม่หมุนเวียน หรือหนี้ระยะยาว (Non – Current Liability, Long Term Debt: LT) หมายถึง หนี้ที่มีกำหนดชำระเกินกว่า 1 ปี เช่น เงินกู้ยืมระยะยาว หุ้นกู้
  • อัตราส่วนทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับหนี้สิน
  • อัตราส่วนทุนหมุนเวียน (Current Ratio) = สินทรัพย์หมุนเวียน (CA) / หนี้สินหมุนเวียน (CL) [29][35]

  • ใช้วัดความสามารถในการชำระหนี้ระยะสั้น ซึ่งเป็นการวัดสภาพคล่องของกิจการ
  • Current Ratio ควรมีค่า > 1 เท่า โดยยิ่งสูงก็ยิ่งดี เพราะหมายถึงว่า บริษัทมีสินทรัพย์หมุนเวียนซึ่งประกอบไปด้วย เงินสด ลูกหนี้ และสินค้าคงเหลือ มากพอที่จะชำระหนี้หนี้ระยะสั้นได้ ทำให้สามารถดำเนินกิจการไปได้อย่างราบรื่น
  • แต่ถ้าค่านี้สูงเกินไป อาจหมายความว่า กิจการใช้ประสิทธิภาพของสินทรัพย์ได้ไม่ดีพอ [29]
  • แต่หากมีค่า < 1 ก็แปลว่าหนี้สินระยะสั้นมีมากว่าทรัพย์สินระยะสั้น ซึ่งอาจทำให้ธุรกิจมีปัญหาในการชำระหนี้ระยะสั้นได้
  • โดยปกติ อัตราส่วนทุนหมุนเวียน = 2 เท่า ก็ถือว่าเหมาะสมแล้ว [35]
  • อย่างไรก็ตาม สินทรัพย์หมุนเวียนบางประเภท เช่น สินค้าคงเหลือ อาจมีมูลค่าลดลงหากต้องรีบขายเพื่อนำไปชำระหนี้ ทำให้บางทีเราอาจใช้อัตราส่วนที่ไม่นำสินค้าคงเหลือมาคิดด้วย ซึ่งเรียกว่า อัตราส่วนทุนหมุนเวียนเร็ว (Quick ratio หรือ Acid test) [xxx]
  • อัตราส่วนทุนหมุนเวียนเร็ว (Quick ratio) = (สินทรัพย์หมุนเวียน – สินค้าคงเหลือ – ค่าใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้า – สินทรัพย์หมุนเวียนอื่นๆ ที่เปลี่ยนเป็นเงินสดได้ช้า) / หนี้สินหมุนเวียน[xxx]
  • อัตราส่วนทุนหมุนเวียนเร็ว (Quick ratio หรือ Acid test) คือ อัตราส่วนที่ปรับปรุงมาจากอัตราส่วนทุนหมุนเวียน ซึ่งในการคำนวณจะไม่นำสินค้าคงเหลือมาคิดรวมกับสินทรัพย์หมุนเวียนอื่น ๆ เช่น เงินสด ลูกหนี้การค้า และ สินทรัพย์ในความต้องการของตลาด เนื่องจากสินค้าคงเหลือสามารถแปลงเป็นเงินสดได้ช้ากว่า และอาจมีมูลค่าต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี ทำให้อัตราส่วนทุนหมุนเวียนเร็วบอกถึงสภาพคล่องของกิจการได้ดีกว่าอัตราส่วนทุนหมุนเวียน [xxx]
  • อัตราส่วนสภาพคล่องกระแสเงินสด (Cashflow to Current Liability Ratio) = กระแสเงินสดจากการดำเนินงาน / หนี้สินหมุนเวียนเฉลี่ย [yyy]
  • อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (Total Debt/Equity Ratio)(Recent qtr) = หนี้สินรวม (Total Debt) /ส่วนของผู้ถือหุ้น (Equity)
  • D/E ratio ชี้ให้เห็นถึงโครงสร้างเงินทุน และนโยบายทางการเงินของกิจการ ทำให้ทราบถึงแหล่งที่มาของเงินทุนว่ามาจากเงินกู้(หนี้สิน) หรือมาจากทุนสะสม (ส่วนของผู้ถือหุ้น) [29]
  • โดยปกติ D/E ยิ่งต่ำ ก็ยิ่งดี หรือถ้าไม่มีหนี้เลยก็ยิ่งปลอดภัย เพราะ ไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ย ความเสี่ยงก็ลดลง (แต่การไม่ก่อหนี้เลย จะต้องไม่ทำให้เสียโอกาสในการเติบโตของธุรกิจด้วย)
  • บริษัทโดยทั่วไป ควรมี  D/E ratio < 1 เท่า ยกเว้นบริษัทขนาดใหญ่ที่มีความเข้มแข็งมากอาจให้สิทธิ์ในการกู้ยืมได้มากขึ้น แต่อย่างไรก็ไม่ควรเกิน 2 เท่า [36][37] เพราะ D/E ยิ่งสูงก็ยิ่งมีความเสี่ยงที่กิจการจะไม่สามารถชำระหนี้ได้ [29]
  • บางธุรกิจ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการเงิน เช่น ธนาคาร ลิสซิ่ง บัตรเครดิต ธุรกิจสินเชื่อรายย่อย นาโนไฟแนนซ์ อาจจะมีค่า D/E ที่มากกว่า 2 เท่า ก็ถือเป็นเรื่องปกติ แต่จะต้องไม่เกิน 7 เท่า ตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย [38]  กลุ่มนี้จึงถือเป็นข้อยกเว้นครับ [39]
  • หมายเหตุ ใน Google Finance: Stock Screener มีทั้งข้อมูล D/E Ratio รายไตรมาสล่าสุด (Recent qtr) และข้อมูลปีล่าสุด (Recent yr) ซึ่งผมได้ลองตรวจเช็คกับหุ้น 10 ตัวในพอร์ตแล้วพบว่า ข้อมูลมีการอัปเดตล่าสุดทุกตัว ฉะนั้นน่าจะสามารถใช้ค่า Recent qtr ได้ เพื่อให้เห็นสถานะหนี้สินแท้จริงที่เป็นปัจจุบันมากที่สุดครับ
  • การวัดความสามารถในการชำระดอกเบี้ย (Interest coverage) [40][41]
  •  Interest coverage = กำไรจากการดำเนินงาน (EBIT) / ดอกเบี้ยจ่าย
  • เป็นค่าที่ใช้วัดว่าธุรกิจมีความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ยมากน้อยแค่ไหน ซึ่งสะท้อนถึงสภาพคล่องและความมั่นคงของกิจการ
  • ค่ายิ่งมากก็ยิ่งดี เพราะแสดงถึงว่ากิจการมีผลกำไรสูงกว่าดอกเบี้ยจ่ายหลายเท่า
  • “บริษัทที่มีค่านี้น้อยกว่า 2 เท่า แสดงว่าผลตอบแทนส่วนใหญ่ของธุรกิจจะตกอยู่ในมือของเจ้าหนี้ แทนที่จะเป็นของผู้ถือหุ้น ซึ่งอาจแสดงถึงการกู้เงินที่มากเกินไปด้วย”   – นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์ (สุมาอี้) [41]
  • LT debt/equity (Recent qtr) (%)
  • อัตราส่วนหนี้สินระยาวต่อส่วนของผู้ถือหุ้น
  • หนี้สินหมุนเวียนบางประเภท ก็ไม่มีภาระดอกเบี้ย เช่น เจ้าหนี้การค้า ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย ภาษีค้างจ่าย เงินรับล่วงหน้าจากลูกค้า [42][43]
  • ดังนั้น ในบางครั้งการวัดอัตราหนี้สินระยาวต่อส่วนของผู้ถือหุ้น จึงสามารถสะท้อนต้นทุนทางการเงินที่แท้จริงของกิจการได้ดีกว่า
  • Total debt/assets (Recent qtr) (%)
  •  ใช้วัดว่าหนี้สินเป็นกี่ % ของสินทรัพย์รวม ซึ่งถ้าจะให้ดีก็ไม่ควรจะเกิน 100% [44][45]
  • LT debt/assets (Recent qtr) (%)
  • อัตราส่วนหนี้สินระยะยาวต่อสินทรัพย์รวม
  • ใช้วัดหนี้สินที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางการเงินระยะยาวของกิจการ [44]
  •  หมายเหตุ ตัวเลขอัตราส่วนหนี้สินใน Google Finance: Stock Screener มักมีค่าน้อยกว่าในเว็บตลาดหลักทรัพย์ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะการใช้สูตรคำนวณที่แตกต่างกัน (เป็นข้อสันนิษฐานนะครับ ^^) เช่น google อาจไม่นำรายการหนี้สินหมุนเวียนบางประเภทมาใส่ไว้ในหนี้สินรวม  เลยทำให้อัตราส่วนหนี้สินดูน้อยกว่า

17.  Market cap

  • มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) = จำนวนหุ้น * ราคาล่าสุด
  • นักลงทุน VI ชั้นนำที่มักพูดถึงการใช้ค่า Market cap ในการประเมินมูลค่าหุ้นอยู่เสมอ คือ นพ.พงศ์ศักดิ์ ธรรมธัชอารี  [x] โดยท่านได้อธิบายในลักษณะว่า
  • เราสามารถประมาณมูลค่าตลาดของธุรกิจที่เราสนใจโดยคร่าวๆ ได้ว่าจะสามารถเติบโตไปได้มากแค่ไหน จากการไปดูตลาดที่พัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น ว่าธุรกิจเหล่านั้นโตได้มากเพียงใด (แต่ก็ต้องมั่นใจว่า ประเทศที่เราลงทุนจะพัฒนาไปในแนวเดียวกันด้วยนะครับ^^)
  • แต่การดู Market Cap นั้นค่อนข้างจะเป็นศิลปะที่ต้องอาศัยประสบการณ์มาก [46]

18.  อัตราส่วนเงินปันผลตอบแทน (Div yield) (%)

  • Div yield (%) = เงินปันผลต่อหุ้น x 100 / ราคาหุ้นปัจจุบัน
  • “เงินปันผล” (Dividend) คือ ส่วนหนึ่งของกำไรที่บริษัทแบ่งออกมาจ่ายเป็นผลตอบแทนให้กับเจ้าของบริษัท ซึ่งก็คือผู้ถือหุ้นทุกคนนั่นเอง [47]
  • ทำไมต้องเทียบกับราคาหุ้นปัจจุบัน?
  • ลองนึกดูว่า ถ้าเรากำลังตัดสินใจว่าจะนำเงินไปฝากธนาคารหรือซื้อหุ้นดี?
  • แต่ถ้ามีค่า Div yield (%) ให้ดู ก็จะสามารถตัดสินใจได้ง่ายขึ้น เพราะหมายความว่า ด้วยเงินต้นจำนวนเดียวกันนี้ เมื่อคิดเป็นร้อยละแล้ว กิจการนั้นจะจ่ายปันผลออกมาให้เรากี่ % โดยสามารถเทียบกับดอกเบี้ยของธนาคารได้โดยตรง
  • แต่การลงทุนในหุ้นนอกจากจะได้รับเงินปันผลแล้ว เรายังได้ประโยชน์จากการเติบโตของธุรกิจด้วย (Capital Gain) [48]  ……แต่ Capital Loss ก็เกิดขึ้นได้เหมือนกันนะครับ อิอิ
  • ปันผลมากหรือน้อยดี?
  • อันนี้ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการลงทุนเลยครับ ว่าเราลงทุนโดย “เน้นให้เงินเติบโต” หรือลงทุนเพื่อ “หวังเงินปันผลมาใช้จ่ายรายปี”
  • “หุ้นเติบโต” มักปันผลออกมาน้อย เพราะต้องแบ่งกำไรส่วนใหญ่ไปสะสมไว้เป็นทุน(ในส่วนของผู้ถือหุ้น)เพื่อใช้ขยายกิจการ [47]
  • เนื่องจากผมชอบหุ้นเติบโต จึงไม่ได้คาดหวังว่าจะได้รับเงินปันผลในอัตราที่สูงมากนัก เช่น Div yield = 1-2% ต่อปี ก็ไม่มีปัญหา ขอให้ EPS Growth เยอะๆ ก็พอ^^ (แต่ตัวเลขอื่นๆ ก็ต้องดูดีด้วยนะครับ อิอิ)
  • แต่ถ้าบริษัทไหนจ่ายปันผลน้อยมาก โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร นักลงทุนก็ควรจะตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนเลยว่า ผู้บริหารอาจมีการผ่องถ่ายเงินสดไปใช้ส่วนตัวหรือเปล่า? [47]
  • กิจการที่ดีควรจะจ่ายปันผลในอัตราที่สม่ำเสมอ และมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะสะท้อนได้ถึงความราบรื่นของการดำเนินธุรกิจ และสามารถทำได้ตามนโยบายการจ่ายเงินปันผล (Payout Ratio) ซึ่งได้ระบุไว้แล้วว่าจะจ่ายปันผลร้อยละเท่าไหร่ของกำไรสุทธิ

หมายเหตุ ใน Google Finance: Stock Screener ยังมีตัวกรองปันผลให้เลือกอีกหลายตัว ได้แก่

  • Div recent quarter: เงินปันผลต่อหุ้นที่จ่ายในไตรมาสล่าสุด
  • Div next quarter: คาดการณ์ไตรมาสหน้า ว่าจะจ่ายปันผลต่อหุ้นเท่าไหร่?
  • Div per share (Recent yr): รวมเงินปันผลต่อหุ้นในปีล่าสุด
  • Div rate indicated annual: คาดการณ์เงินปันผลต่อหุ้นในปีถัดไป
  • Div per share: (ผมเข้าใจว่า)เป็นเงินปันผลต่อหุ้นโดยเฉลี่ยจากทุกๆ ปี
  • Div from cash flow: จำนวนเงินปันผลรวมที่บริษัทจ่ายออกมาให้กับผู้ถือหุ้นทุกคน

นอกจากนี้ Google Finance: Stock Screener ยังมีเกณฑ์ที่น่าสนใจอื่นๆ ให้เลือกใช้ได้อีก เช่น

  • Beta
  • เป็นเกณฑ์ที่ใช้วัดความผันผวนและระดับความเสี่ยงของหุ้น ซึ่งได้มาจากการเปรียบเทียบระหว่างการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้น (ไม่ใช่มูลค่านะครับ ^^) และ การเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ [49]
  • โดยประยุกต์มาจากวิธีการของกองทุนรวมที่ใช้กลยุทธ์แบบเชิงรับ (Passive, Indexed Investing) ที่วัดระดับความเสี่ยงของผลตอบแทนโดยเทียบกับตลาดหรือดัชนี (benchmark) ทางเลือกอื่น [50],
  • สำหรับกองทุนรวม ค่า Beta ของตลาดจะเท่ากับ 1 และยิ่งผลตอบแทนของกองทุนมีค่าเข้าใกล้ 1 เท่าไหร่ ก็หมายความว่ากองทุนสามารถทำผลตอบแทนได้ใกล้เคียงกับตลาดเท่านั้น
  • แต่สำหรับค่า Beta ของหุ้นรายตัว จะมีความหมายว่า
  • Beta อยู่ระหว่าง 0 – 1 หมายถึง หุ้นตัวนั้นผันผวนน้อยกว่าตลาด (ขึ้นน้อยกว่า และลงน้อยกว่า) ซึ่งอาจจะเหมาะกับนักลงทุนที่เน้นเรื่องความปลอดภัย หรือเหมาะกับกลยุทธ์ประคองพอร์ตในช่วงตลาดขาลง
  • Beta > 1 หมายถึง หุ้นตัวนั้นผันผวนมากกว่าตลาด (ขึ้นได้แรงกว่า และลงแรงกว่าด้วย) ซึ่งอาจจะเหมาะกับนักเก็งกำไร หรือเหมาะกับช่วงตลาดขาขึ้น
  • ข้อสังเกต  การใช้ค่าเบต้าเพื่อบอกความเสี่ยง ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า “ตลาดนั้นมีประสิทธิภาพ” โดยราคาของหุ้นได้สะท้อนทุกอย่างออกมาหมดแล้วได้อย่างถูกต้อง แต่ถ้าความจริงแล้วไม่ใช่ เช่น ในช่วงตลาดขาลง ราคาหุ้นเกิดร่วงลงมาโดยที่พื้นฐานของบริษัทไม่ได้เปลี่ยนแปลงเลย และกำไรก็ยังคงเท่าเดิมหรือเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ แต่ราคากลับลดลง ค่าเบต้าสูงขึ้น นั่นหมายความว่าความเสี่ยงมีมากขึ้นจริงๆ หรือเปล่า? ทั้งนี้เพราะเราวัดค่า Beta จากราคาหุ้นเทียบกับดัชนีตลาดเท่านั้น (ไม่ได้วัดจากมูลค่าแท้จริงของหุ้น) [49]
  • Float
  • (ผมเข้าใจว่า) เป็นปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยของหุ้นตัวนั้นที่หมุนเวียนอยู่ในตลาด [51][52][53] ใช้สำหรับวัดสภาพคล่องของหุ้น แต่ถ้าพอร์ตของเรายังไม่ได้ใหญ่มาก ก็คงไม่ต้องใช้ค่านี้ครับ ^^

เมื่อเห็น “เครื่องมือและอุปกรณ์เจาะหุ้น” จำนวนมากอย่างนี้แล้ว ผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นศึกษาอาจรู้สึกอ่อนใจ  แต่อย่าได้กังวลไปเลยครับ เพราะเครื่องมือแต่ละอันนั้น มีความสำคัญไม่เท่ากันครับ บางอันก็แค่ “รู้ไว้ใช่ว่า…” เท่านั้น เดี๋ยวพอเราใช้ไปได้สักพัก ก็จะเกิดความชำนาญ และสามารถเลือกหยิบจับเอาบางชิ้นไปใช้ได้อย่างเหมาะสมเองครับ ^^