แบ่งกลุ่ม จำแนกประเภทหุ้น (เวอร์ชันตีความเป็นภาพ)

หลังจากที่ได้ “เครื่องมือและอุปกรณ์เจาะหุ้น” จากตอนที่แล้ว: “เรียนลัด จากอัตราส่วนทางการเงิน” ผู้อ่านคงอยากจะลงไปเจาะลึกในรายละเอียดหุ้นกันแล้ว…  แต่ช้าก่อนครับ อย่าเพิ่งรีบร้อนจนเกินไป เพราะถ้าร่างกายและ skill ของเรายังไม่พร้อม ก็อาจจะทำให้สว่านหักคารูได้ ^^

ดังนั้นตอนนี้ผมจะพาทุกท่านไปฟิตซ้อมร่างกายและฝึกใช้เครื่องมือด้วยการ “แบ่งกลุ่ม จำแนกประเภทหุ้น” ให้ถูกต้องก่อน ทั้งนี้เพราะ “VI จะพยายามแยกหุ้นออกเป็นกลุ่มๆ เพื่อให้รู้ว่าคุณสมบัติทางธุรกิจของหุ้นนั้นเป็นอย่างไร การแยกแยะนั้นจะช่วยให้เราสามารถวิเคราะห์และคาดการณ์อนาคตของกิจการได้อย่างถูกต้องแม่นยำขึ้น”  – ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร  [1]

วิธีการจำแนกประเภทหุ้นที่น่าจะมีชื่อเสียงมากที่สุด คือ การแบ่งกลุ่มด้วยเกณฑ์ “หุ้น 6 ประเภทของ ปีเตอร์ ลินช์” ผู้จัดการกองทุนในตำนานที่ทำสถิติผลตอบแทนได้สูงที่สุดคนหนึ่งของโลกเป็นเวลายาวนานถึง 13 ปี คิดเป็นผลตอบแทนแบบทบต้นสูงมากถึง 29.2% ต่อปี ทำให้เงินงอกเงยเพิ่มขึ้นได้ถึง 28 เท่าตัว [2][3]

ว่าที่จริงแล้ว ก็มีเซียนหุ้นของไทยหลายท่านที่เขียนอธิบาย “หุ้น 6 ประเภทของ ปีเตอร์ ลินช์” เช่น บทความของท่านอาจารย์ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ต้นแบบ VI ไทย ผู้ได้รับสมญานามว่าเป็น “วอร์เรน บัฟเฟตต์ เมืองไทย” ซึ่งท่านได้เขียนบทความให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้อยู่หลายครั้ง เช่น

  • จัดกลุ่มหุ้นจากผลประกอบการ  (2 มิถุนายน 2558) [4]
  • ทฤษฎี VI (1-3)  (22 กันยายน 2552 – 6 ตุลาคม 2552) [1]
  • ปัญหาในการจัดกลุ่มหุ้น  (26 กันยายน 2555)  [5]

นอกจากนี้ยังมีบทความของนักลงทุนท่านอื่นๆ ที่เขียนถึงการแบ่งกลุ่มหุ้นของ ปีเตอร์ ลินช์ อีกหลายคน [6][7][8]

จากหลากหลายบทความข้างต้น ซึ่งก็ได้นำเสนอเนื้อหาที่ครบถ้วนสมบูรณ์อยู่แล้ว แต่ที่ผมยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดถึงอีกครั้ง เพราะอยากจะลองนำเสนอให้เห็น “เป็นภาพ” เพื่อว่าต่อไปทุกท่านจะสามารถคัดกรองและแบ่งกลุ่มหุ้นได้อย่างรวดเร็ว และสามารถลดข้อผิดพลาดได้ ทั้งนี้เพราะ “นักลงทุนจำนวนมากนั้นวิเคราะห์ไม่ออก หรือวิเคราะห์ผิดพลาด ว่าหุ้นตัวไหนเป็นหุ้นกลุ่มไหน”  – ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร [4]

ในส่วนของเนื้อหาทั้งหมด ถูกเขียนขึ้นโดยการเรียบเรียงจากทุกบทความข้างต้น (จึงขอไม่อ้างอิงในเนื้อหาซ้ำอีก) โดยที่ใช้บทความของท่าน ดร.นิเวศน์ เป็นแกนหลัก (กว่า 80%) และรูปภาพทั้งหมดที่อ้างอิง มาจากเว็บไซต์ Jitta.com ซึ่งเป็นเครื่องมือช่วยลงทุนในแนว VI ที่ยอดเยี่ยมที่สุด (ที่ผมเคยเจอ) และเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อหุ้นที่จะยกตัวอย่าง (ทั้งทางบวกและทางลบ) จึงขอไม่เปิดเผยชื่อหุ้น (แต่ถ้าผู้อ่านท่านใดดูกราฟแล้วรู้ว่าเป็นหุ้นอะไร ก็ช่วยไม่ได้นะฮะ ^^)

ต่อไปขอนำเสนอหุ้น 6 ประเภทของ ปีเตอร์ ลินช์ “เวอร์ชันตีความเป็นภาพ” ดังนี้

การดูผลประกอบการที่จะพอจะบอกได้ว่าหุ้นตัวไหนถือเป็นหุ้นกลุ่มไหนนั้น จำเป็นที่เราจะต้องดูข้อมูลย้อนหลัง ซึ่งผม (ดร.นิเวศน์) คิดว่า อย่างน้อยก็ต้อง 4-5 ปีขึ้นไปในทุกกรณี 

1. หุ้นโตช้า (Slow growers)

ถ้าเราพบว่ายอดขายและ/หรือกำไร ของบริษัทในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีการเติบโตเฉลี่ยไม่เกิน 5-6% (สูงกว่าอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจอยู่เล็กน้อย ประมาณ 2-4%) และบางที ถ้ามองย้อนกลับจากปีล่าสุดไป 4-5 ปีนั้น ตัวเลขกำไรก็เท่าๆ เดิม แบบนี้ก็ต้องบอกว่าเป็นหุ้นโตช้าหรือไม่โต ที่ธุรกิจอาจค่อนข้างอิ่มตัวแล้ว และไม่รู้จะขยายธุรกิจยังไงต่อ หรือในบางกรณีกำไรอาจลดลงด้วยซ้ำ ตามที่กลุ่มนักเศรษฐศาสตร์เรียกกันว่า “ธุรกิจตะวันตกดิน” ซึ่งส่วนมากจะเป็นหุ้นที่มีขนาดใหญ่ ในอุตสาหกรรมที่เก่าแก่  ที่ซึ่งในอดีตอาจจะเคยเป็นอุตสาหกรรมที่โตเร็วมาก่อน แต่ปัจจุบันกลายเป็นอุตสาหกรรมที่โตช้าและอาจจะเริ่มหดตัวลง เช่น อุตสาหกรรมสิ่งทอ ซึ่ง ปีเตอร์ ลินช์ กล่าวว่า เราไม่ควรจะซื้อหุ้นกลุ่มนี้เลย (เขาชอบหุ้นโตเร็ว เพราะราคาหุ้นจะเพิ่มขึ้นได้มากกว่า) แม้ว่าบางทีธุรกิจอาจจะจ่ายปันผลที่ใช้ได้ หรืออาจจะสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดด้วยซ้ำ (หรือดีกว่าการฝากเงินในธนาคาร) แต่ถ้าหากเราซื้อไว้ ก็อาจจะได้ผลตอบแทนที่ไม่คุ้มค่ากับความเสี่ยง หรือในอนาคตกำไรก็อาจจะลดลง และปันผลก็จะลดลงด้วย

จากนิยามและคุณลักษณะของหุ้นกลุ่มนี้ ผมตีความว่า ลักษณะกราฟหุ้นที่เป็นไปได้น่าจะสามารถพล็อตออกมาได้ดังภาพที่ 1 โดยที่

  • เส้นสีฟ้า (Price) คือ เส้นราคาที่ซื้อขายกันจริงในตลาด
  • เส้นประสีดำ (Jitta Line) คือ เส้นแสดง “มูลค่า” ของกิจการ (ซึ่ง VI จะให้ความสำคัญกับการพิจารณา มูลค่า มากกว่า ราคา)
  • จากภาพจะเห็นได้ว่า มูลค่าของกิจการค่อนข้างจะคงที่ หรือเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย และในบางกิจการมูลค่าอาจจะลงลงด้วยซ้ำ

 

ภาพที่ 1 ลักษณะกราฟหุ้นโตช้า (ที่มา: Jitta.com [9] )

2. หุ้นโตเร็ว (Fast growers)

นักลงทุนจำนวนมากนั้นวิเคราะห์ไม่ออก หรือวิเคราะห์ผิดพลาด ว่าหุ้นตัวไหนเป็นหุ้นกลุ่มไหน ข้อผิดพลาดที่เกิดมากที่สุดนั้นอยู่ที่ “หุ้นโตเร็ว” ที่ทุกคนอยากจะซื้อ เนื่องจากมันเป็นหุ้นที่จะทำกำไรได้มากและเร็ว เช่น นักลงทุนมักจะมองว่า ถ้ากำไรและยอดขายของบริษัทเพิ่มขึ้นในปีล่าสุดในระดับที่สูง 30-40% และยิ่งถ้าเพิ่มมาแล้ว 2 ปี แบบนี้เขาก็จะสรุปเลยว่ามันเป็นหุ้นโตเร็วและจะเข้าไปซื้อ “ไล่ราคา” ทำให้หุ้นวิ่งขึ้นไปแรง ซึ่งก็ยิ่งทำให้คนอื่นเชื่อกันว่านี่คือ “หุ้นโตเร็ว” และเข้าไปร่วมซื้อด้วย ทำให้หุ้นวิ่งขึ้นไปอีก แต่นี่อาจจะไม่ใช่หุ้นโตเร็วจริง เพราะหลังจากนั้น กำไรของบริษัทอาจจะลดลงและราคาหุ้นก็จะตกตามกันไป คนที่เข้าไปเล่น “หุ้นโตเร็ว” หลังจากที่ราคาพุ่งขึ้นไปแล้ว โดยที่มันไม่ใช่หุ้นโตเร็วจริง ก็จะขาดทุนได้ ดังนั้น การวิเคราะห์หุ้นเพื่อที่จะแบ่งกลุ่มหุ้นจึงต้องทำด้วยความระมัดระวัง 

ถ้าเราดูข้อมูลแล้วพบว่ายอดขายและกำไร “ปกติ” ของบริษัทเพิ่มขึ้นทุกปี บางทีแม้ว่าภาพเศรษฐกิจโดยรวมก็ไม่ดี แต่ผลประกอบการของบริษัทก็ยังโตได้ โดยเฉลี่ยแล้วในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา ถ้ามีการเติบโตต่อปีเกิน 10% หรือบางทีเกิน 15 – 20% แบบนี้เราก็อาจจะกำลังเจอหุ้นโตเร็วเข้าแล้ว (หลายท่านอาจสงสัยว่า ทำไมตัวเลขการเติบโตถึงไม่ตรงกับตัวเลขในบทความอ้างอิงอื่นๆ หรือแม้แต่ต้นฉบับในหนังสือ One Up On Wall Street ของ ปีเตอร์ ลินช์ [10]  ตรงนี้ผมสันนิษฐานว่า ดร.นิเวศน์ ท่านได้ “Discount” ระดับการเติบโตลงมาให้เหมาะสมกับระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจและภาวะตลาดหุ้นของไทย  แต่ถ้าท่านใดมีเหตุผลอื่น ก็ลองอภิปรายกันได้ครับ ^^) ถ้าเราวิเคราะห์ต่อแล้วพบถึง “ที่มาของการเติบโต” เช่น เกิดจากอุตสาหกรรมที่เติบโต หรือการกินส่วนแบ่งการตลาดจากคู่แข่ง ไม่ใช่เพราะราคาของสินค้าที่เพิ่มขึ้น แบบนี้ก็อาจจะชัดเจนว่ามันเข้าข่ายเป็นหุ้นโตเร็ว และถ้าเป็นธุรกิจที่อยู่ในกระแส mega trend หรือมี story ในการเติบโต และอยู่ในช่วงของการขยายธุรกิจหรือตลาด อย่างน้อยก็ 5 ปีข้างหน้า แต่การโตนั้นไม่ควรจะต้องลงทุนมากเกินไป และเมื่อมันโตขึ้นแล้วจะต้องไม่ลดลงอีกในอนาคต แบบนี้เราอาจจะตัดสินใจซื้อในราคาที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดได้ เช่น เราอาจจะให้ค่า PE ที่สูงถึง 20-30 เท่าในบางกรณีก็เป็นไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามันเป็น “ซุปเปอร์สต็อก” [11] ที่กำลังมีความได้เปรียบทางการแข่งขันที่ยั่งยืน ซึ่งจะทำให้บริษัทเติบโตต่อไปได้ยาวนานและอาจให้ผลตอบแทนเป็น 10 เท่า โดยที่มีความเสี่ยงต่ำ ซึ่งบางทีเราอาจจะลืมเรื่องการขายหุ้นไปได้เลย

หุ้นโตเร็วเป็นหุ้นที่ ปีเตอร์ ลินช์ ชอบมากที่สุด โดยเขาจะซื้อและถือไว้จนกระทั่งหุ้นหรือบริษัทเริ่มหยุดโต ซึ่งก็มักจะใช้เวลาหลายๆ ปี  โดยเขาได้ให้ข้อสังเกตด้วยว่า หุ้นโตเร็วไม่จำเป็นต้องอยู่ในอุตสาหกรรมที่โตเร็วเสมอไป ที่สำคัญหุ้นที่มักจะสามารถทำกำไรได้มาก มักจะเป็นหุ้นโตเร็วที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่โตช้า

อย่างไรก็ตาม หุ้นโตเร็วอาจจะมีความเสี่ยงสูง และมีโอกาสที่จะลงทุนผิดพลาดได้ง่าย เนื่องจากส่วนใหญ่มักจะเป็นหุ้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ที่เพิ่งเปิดดำเนินกิจการมาได้ไม่นาน และกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจจะยังมีความเข้มแข็งทางการเงินไม่มาก จึงอาจประสบปัญหาทั้งจากภายในกิจการเองหรือจากภายนอกเช่น การคุกคามจากคู่แข่งรายใหญ่ ดังนั้น จึงควรจะเลือกหุ้นอย่างระมัดระวัง และคอยติดตามตรวจสอบการดำเนินงานของบริษัทอย่างใกล้ชิด เพื่อให้แน่ใจว่าเป็นธุรกิจที่เติบโตมั่นคงอย่างแท้จริง

ลักษณะกราฟหุ้นโตเร็ว น่าจะพล็อตได้ดังภาพที่ 2

  • จากภาพ เส้นมูลค่าของหุ้นโตเร็วมักจะเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอเป็นเส้นตรง หรืออาจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วแบบกราฟเอกซ์โพเนนเชียลในช่วงระยะเวลาหนึ่งแล้วค่อยๆ เติบโตช้าลง แต่เมื่อดูคะแนนคุณภาพ (Jitta Score) พบว่าภาพด้านล่างมีค่าค่อนข้างต่ำ ซึ่งแสดงถึงว่าหุ้นตัวนี้อาจจะยังมีความเสี่ยงสูงอยู่

ภาพที่ 2 ลักษณะกราฟหุ้นโตเร็ว (ที่มา: Jitta.com [9] )

3. หุ้นแข็งแกร่ง (Stalwarts)

เป็นหุ้นตัวใหญ่ที่มี Market cap. สูง เป็นธุรกิจที่อยู่มานาน มีผลประกอบการที่ดี มีรายได้และกำไรค่อนข้างสม่ำเสมอ และมีการเติบโตพอใช้ประมาณ 7-10% ต่อปี  โดยในปีที่ “เลวร้าย” ก็มักจะยังมีกำไรอยู่ แม้ว่าอาจจะลดลงไปบ้าง แต่ก็ไม่มากนักจนถึงขั้นขาดทุน เช่น กำไรอาจจะลดลงไปซัก 20-30% อีกทั้งยังมักจะมีการจ่ายปันผลที่สม่ำเสมอในระดับเฉลี่ยของตลาด เช่น 2.5 – 3.5% ต่อปี โดยมักจะเป็นธุรกิจยักษ์ใหญ่ที่มีความเข้มแข็ง เป็นที่รู้จักและยอมรับถึงความยิ่งใหญ่ในสายตาของคนทั่วไปมาช้านาน คล้ายๆ กับเป็นเสาหลักของประเทศ มีความทนทานต่อภาวะเศรษฐกิจและสามารถอยู่รอดได้ในภาวะวิกฤตและผ่านการพิสูจน์มาอย่างยาวนาน เช่น หุ้นของธนาคารขนาดใหญ่ในประเทศ  หุ้นของกิจการวัสดุก่อสร้างขนาดใหญ่ กิจการด้านสาธารณูปโภค หุ้นอุปโภคบริโภค ที่เป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิต ที่นักลงทุนเรียกกันว่าเป็นหุ้น “Blue Chip”  (ซึ่งมองแล้วก็อาจจะคล้ายๆ กับหุ้นโตช้า แต่ว่าหุ้นแข็งแกร่งจะมีความเข้มแข็งมากกว่า และยังมีอัตราการเติบโตที่สูงกว่า) ซึ่งเรามักจะมีโอกาสได้ลงทุนอยู่เสมอ เพื่อความ “ปลอดภัย” ของพอร์ต โดยเฉพาะเมื่อมีจังหวะที่เหมาะ เช่น ช่วงที่ราคาหุ้นปรับตัวลงมาจนค่า P/E ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต หรือช่วงที่ตลาดเกิดวิกฤติ ที่อาจเป็นทางเลือกที่ดีเมื่อเปรียบเทียบกับการลงทุนอย่างอื่น เช่นการฝากเงิน เมื่อซื้อหุ้นไว้แล้วก็อาจจะต้องรอจนหุ้นปรับตัวขึ้นไปทำกำไรให้เราคุ้มค่า เช่น ได้กำไรเฉลี่ยปีละ 10-15% เราก็อาจจะพิจารณาขายทิ้ง เพราะโดยปกติราคาหุ้นแข็งแกร่งนั้นมักจะปรับตัวหรือโตขึ้นได้ไม่มาก เนื่องจากมันอาจจะตัวใหญ่เกินไปและกำไรก็มักจะไม่สามารถเติบโตแบบ “ก้าวกระโดด” อย่างหุ้นโตเร็ว

ปีเตอร์ ลินช์ จะซื้อหุ้นแข็งแกร่งในเวลาที่มันไม่แพงและจะขายออกเมื่อราคาหุ้นปรับตัวขึ้นไป 30 – 50% ภายในเวลา 2-3 ปี ซึ่งหุ้นประเภทนี้เขามักจะต้องซื้อเก็บไว้บ้างเพราะมันช่วย “ถ่วง” ไม่ให้พอร์ตผันผวนจนเกินไปในช่วงที่เศรษฐกิจมีปัญหา

ลักษณะกราฟหุ้นแข็งแกร่ง น่าจะพล็อตได้ดังภาพที่ 3

  • จากภาพ เส้นกราฟของหุ้นแข็งแกร่ง จะมีลักษณะคล้ายๆ กับหุ้นโตช้า แต่เมื่อพิจารณารายละเอียดของตัวเลขแล้ว พบว่าหุ้นแข็งแกร่งจะยังมีอัตราการเติบโตที่สูงกว่า มีความเข้มแข็งของกิจการมากกว่า และยังไม่ถึงขั้นเป็นธุรกิจตะวันตกดิน

ภาพที่ 3 ลักษณะกราฟหุ้นแข็งแกร่ง (ที่มา: Jitta.com [9] )

4. หุ้นทรัพย์สินมาก (Asset plays)

ถ้าเราเปิดดูข้อมูลผลประกอบการแล้วพบว่า กำไรก็ไม่ได้มีอะไรน่าสนใจนัก แต่ข้อมูล P/B หรือราคาหุ้นเมื่อเทียบกับมูลค่าหุ้นทางบัญชีนั้นต่ำมาก เช่น ในปัจจุบันที่ค่าเฉลี่ยของตลาดประมาณ 2.1 เท่า และบริษัทใน MAI เท่ากับ 4.3 เท่า แต่ P/B ของบริษัทเท่ากับแค่ 0.7 เท่า แบบนี้ก็อาจจะสงสัยว่าบริษัทอาจจะเข้าข่ายเป็นหุ้นทรัพย์สินมาก ถ้าเราศึกษาต่อแล้วพบว่าทรัพย์สินที่ลงบัญชีไว้นั้น น่าจะมีมูลค่าหรือมีราคาตลาดที่สูงไม่น้อยกว่ามูลค่าในบัญชีหรืออาจจะสูงกว่าด้วยซ้ำ เช่น เป็นที่ดินในทำเลที่ดีมีศักยภาพที่จะสามารถพัฒนาหรือขายต่อได้ไม่ยาก และกำไรที่ได้นั้นอาจจะมากกว่า Market Cap. หรือมูลค่าหุ้นทั้งหมดบวกหนี้สินทั้งหมดของบริษัทมาก (ซึ่งหมายถึงว่าบริษัทมีราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าของสินทรัพย์มาก)  แบบนี้ เราก็อาจจะพิจารณาซื้อหุ้นแล้วอดทนรอคอยว่าวันหนึ่งผู้บริหารจะขายทรัพย์สินนั้นออกไป ทำให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมามาก ซึ่งก็จะเป็นวันที่เราจะขายหุ้นทิ้ง อย่างไรก็ตาม การซื้อหุ้นทรัพย์สินมากนั้นมีความเสี่ยง เนื่องจาก โอกาสที่ทรัพย์สินจะถูก “ปลดปล่อย” มูลค่าออกมานั้นมีอยู่น้อย  เช่น ถ้าผู้บริหารไม่ทำอะไรกับทรัพย์สินนั้นเลย เราก็อาจจะขาดทุนจากการเสียโอกาสที่นำเงินไปลงทุนกับหุ้นกลุ่มอื่น ดังนั้น สำหรับผม (ดร.นิเวศน์) คิดว่าหุ้นกลุ่มนี้ส่วนมากไม่น่าสนใจ ยกเว้นว่าจะมีปัจจัยประกอบอย่างอื่น

  • จากภาพที่ 4 ดูไปแล้วลักษณะกราฟก็ไม่ต่างกับหุ้นโตช้า ดังนั้น หุ้นทรัพย์สินมากจะต้องพิจารณาจากอัตราส่วนทางการเงินและรายละเอียดของงบการเงินเป็นหลัก

ภาพที่ 4 ลักษณะกราฟหุ้นทรัพย์สินมาก (ที่มา: Jitta.com [9] )

5. หุ้นวัฏจักร (Cyclicals)

ถ้าเราเปิดดูข้อมูลผลประกอบการหรือกำไรของบริษัทแล้วพบว่าในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา (หรือถ้าจะให้ดีก็ดูย้อนหลังไปเป็น 10 ปี) ซึ่งในบางช่วงบริษัทก็มีกำไรดีมาก ติดต่อกันหลายปี แต่หลังจากนั้นบริษัทก็ขาดทุนติดต่อกันอีกหลายปี แล้วก็ย้อนกลับมากำไรอีก (ผลประกอบการขึ้นและลงเป็นรอบๆ) แบบนี้เราก็อาจจะเจอกับหุ้นวัฏจักรเข้าให้แล้ว ซึ่งโดยทั่วไปรายได้และกำไรมักขึ้นลงตามภาวะเศรษฐกิจหรือภาวะอุตสาหกรรม มีความไม่แน่นอน และคาดเดายาก เช่น ธุรกิจน้ำมัน ปิโตรเคมี ถ่านหิน สินค้าเกษตร ธุรกิจเดินเรือ หุ้นอสังหาริมทรัพย์บางตัว และสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) อื่นๆ

ในบางครั้งเราอาจจะยังไม่เห็นการขาดทุน แต่ก็เห็นอยู่ว่ากำไรในบางช่วงมักจะสูงและบางช่วงก็มักจะต่ำ ซึ่งช่วงเวลาของการขึ้นลงของแต่ละบริษัทก็อาจจะไม่เท่ากัน บางบริษัทนั้นช่วงเวลาดีก็อาจจะต่อเนื่องกันหลายปีเช่นเดียวกับช่วงเวลาที่ไม่ดี บางบริษัทก็อาจจะดีแค่ปีหรือสองปีแล้วก็กลับไปแย่อีก ฉะนั้น เราต้องรู้ว่าเวลาจะซื้อหุ้นกลุ่มนี้ อย่าไปดูว่าบริษัทกำลังกำไรดี เราต้องดูว่า “วัฏจักร” มันอยู่ในช่วงไหน ซึ่งการเล่นหุ้นวัฏจักรนั้นไม่ง่าย มีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะถ้าเราไม่ได้อยู่ในแวดวงของธุรกิจนั้น เพราะต้องคอยสังเกตรอบของวัฏจักร จับจังหวะเวลาให้ถูก และประเด็นที่ต้องระวังก็คือ อย่าซื้อในราคาที่สูงเกินไปและอย่าไปเข้าใจผิดว่ามันเป็นหุ้นโตเร็ว

ถ้าต้องการเล่นหุ้นวัฏจักรจริงๆ เราจะต้องซื้อในยามที่หุ้นกำลังอยู่ในช่วงตกต่ำสุดแล้วและกำลังจะขึ้น ซึ่งก็เป็นช่วงที่บริษัทยังไม่มีกำไรหรือกำไรน้อยมาก (ทำให้ค่า PE สูง) และควรขายเมื่อกำไรดีขึ้นมากๆ (ค่า PE ต่ำ) โดยช่วงขาขึ้น ราคาหุ้นก็จะวิ่งขึ้นมาก ในทางกลับกัน ช่วงที่ยอดขายตก ราคาหุ้นก็จะดิ่งลงหนักเช่นกัน แต่ถ้าหากจับจังหวะถูกก็มีโอกาสทำกำไรได้หลายเด้ง (แต่ไม่ง่ายนะครับ)

ลักษณะกราฟหุ้นวัฏจักร น่าจะพล็อตได้ดังภาพที่ 5

  • จากภาพที่ 5 (ด้านบน) ถ้าดูเฉพาะในช่วงปี 2007 – 2012 เราอาจจะนึกว่าเป็นหุ้นโตเร็ว แต่พอถึงปี 2013 – 2014 เส้นมูลค่ากลับดิ่งลงอย่างหนัก แล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้นอีกในปี 2015 ลักษณะแบบนี้แสดงถึงความเป็นวัฏจักรที่มีรอบค่อนข้างยาวนานหลายปี นักลงทุนมือใหม่จึงต้องพิจาณาให้ดี โดยดูข้อมูลย้อนหลังยาวๆ ไว้ก่อน ในขณะที่ภาพล่าง จะมีความเป็นวัฏจักรอย่างชัดเจน เพราะเส้นมูลค่าผันผวนขึ้นๆ ลงๆ แทบทุกปี แบบนี้จะสังเกตได้ไม่ยาก

ภาพที่ 5 ลักษณะกราฟหุ้นวัฏจักร (ที่มา: Jitta.com [9] )

6. หุ้นฟื้นตัว (Turnarounds)

สุดท้าย ถ้าเราพบหุ้นที่เคยมีกำไร แต่ต่อมากลับขาดทุนอย่างหนักและขาดทุนต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ดูไปแล้วไม่รู้ว่าธุรกิจจะ “รอด” หรือเปล่า อย่างไรก็ตาม หนี้สินของบริษัทเมื่อเปรียบเทียบกับขนาดของทรัพย์สินแล้วก็ดูเหมือนว่าจะไม่สูงเกินไป สินค้าของบริษัทเองก็ยังขายได้ แข่งขันได้พอสมควร บริษัทมีเงินสดมากพอที่จะไม่ทำให้ล้มละลายได้ง่ายๆ เมื่อมองลึกลงไปแล้วพบว่าปัญหาของบริษัทที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งเดียว หรือเป็นสาเหตุจากปัจจัยที่พอแก้ไขได้ โดยที่ไม่ต้องระดมทุนใหม่มากมายมาแก้ปัญหา ลักษณะแบบนี้ก็อาจจะหมายถึงหุ้นฟื้นตัว เวลาซื้อหุ้นกลุ่มนี้ ก็น่าจะเป็นว่าบริษัทได้เริ่มกระบวนการแก้ไขที่เป็นรูปธรรม และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องตอบรับการฟื้นฟูแล้ว มีสัญญาณการฟื้นตัวอย่างชัดเจน ผลประกอบการเริ่มมีกำไร และราคาได้ไต่ขึ้นมาบ้างแล้ว (ปรับโครงสร้างธุรกิจแล้วได้ผล) ในขณะที่มูลค่าตลาดหรือ Market Cap. ควรจะยังอยู่ในระดับต่ำอยู่ แต่ก็มีความเสี่ยงว่า ถ้าปรับปรุงแล้วก็ยังไม่ฟื้นตัวอีก  การลงทุนนั้นก็จะกลายเป็น “หายนะ” ดังนั้น การเล่นหุ้นฟื้นตัว จะต้องวิเคราะห์ให้ออกว่า มีคนต้องการฟื้นบริษัทจริง และเขามีศักยภาพที่จะทำได้  และถ้าทำสำเร็จ ผลตอบแทนก็มักจะสูงลิ่ว

  • จากภาพที่ 6 ดูไปแล้วลักษณะกราฟก็คล้ายคลึงกับหุ้นวัฏจักร แต่จุดที่แตกต่างกันคือ หุ้นฟื้นตัวจะต้องเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว ดังนั้น จึงต้องพิจารณาตัวเลขและเรื่องราวประกอบด้วย

ภาพที่ 6 ลักษณะกราฟหุ้นฟื้นตัว (ที่มา: Jitta.com [9] )

ปัญหาในการจัดกลุ่มหุ้น

การพิจารณาว่าหุ้นใดอยู่ในกลุ่มไหนนั้น บางทีก็ไม่ใช่เรื่องง่าย บ่อยครั้งเราอาจจะจัดกลุ่มผิดและทำให้การลงทุนของเรานั้นผิดพลาด เช่น ที่มักมีความเข้าใจผิดหรือจัดกลุ่มผิดบ่อยๆ คือ หุ้นโตเร็ว  โดยเราอาจเข้าใจผิดคิดว่าหุ้นวัฏจักรหรือหุ้นฟื้นตัวนั้นเป็นหุ้นโตเร็ว ทำให้การวิเคราะห์และประเมินมูลค่าหุ้นนั้นผิดเพื้ยนจากที่ควรจะเป็น ดังรายละเอียดในบทความเรื่อง “ปัญหาในการจัดกลุ่มหุ้น” [5] ของ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

และเนื่องจากหุ้นนั้นมีความเป็นพลวัต (Dynamic) ไม่จีรังยั่งยืน (เหมือนกับทุกๆ เรื่อง ^^) ในบางช่วงเวลาอาจถูกจัดไว้เป็นหุ้นกลุ่มหนึ่ง แต่พอเวลาผ่านไป เมื่อสภาพธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลง ก็อาจจะกลายเป็นหุ้นอีกกลุ่มก็ได้ เช่น หุ้นที่เคยโตเร็วเมื่อเติบโตไปได้ระดับหนึ่งก็อาจจะกลายเป็นหุ้นแข็งแกร่ง และกลับกลายเป็นหุ้นโตช้าไปในที่สุด ดังนั้น หน้าที่ของนักลงทุนอย่างเราๆ ก็คือ การคอยติดตามตรวจสอบ และวิเคราะห์หุ้นที่เราสนใจหรือหุ้นที่มีอยู่ในพอร์ตอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ ทั้งนี้เพื่อลดความเสี่ยงและเพิ่มผลตอบแทนที่ดีขึ้นเรื่อยๆ

จากการพิจารณาจำแนกประเภทหุ้นด้วยกราฟ มีข้อดีคือ ช่วยให้เราสามารถแบ่งกลุ่มหุ้นได้อย่างรวดเร็ว แต่เพื่อความชัวร์ ก็ต้องดูตัวเลขผลประกอบการ อัตราส่วนทางการเงิน และข้อมูลเชิงคุณภาพอื่นๆ ประกอบด้วย

อนึ่ง การสรุปผลลักษณะหุ้นแต่ละประเภทให้ “เป็นภาพ” ทั้งหมดนั้น มาจากการ “ตีความ” ของผมเอง ซึ่งก็มีโอกาสที่จะผิดพลาดได้เช่นกัน  ดังนั้น ถ้ามีส่วนใดที่ท่านสงสัยหรือไม่เห็นด้วย ช่วยกรุณาให้ความคิดเห็น เพื่อเป็นข้อมูลนำไปแก้ไขให้เนื้อหามีความถูกต้องมากที่สุดครับ ^^