“การคิดเชิงวิพากษ์” คืออะไร? ทำไมถึงได้เป็นทักษะสำคัญอันดับ 2

“การคิดเชิงวิพากษ์” คืออะไร? ทำไมถึงได้เป็นทักษะสำคัญอันดับ 2

ความรู้เดิม

ก่อนที่จะเริ่มเขียนบทความนี้ ผู้เขียนก็เคยได้ฟังได้อ่านคำว่า “การวิพากษ์” ผ่านหูผ่านตามาบ้าง แต่ยังไม่เคยสืบค้นในรายละเอียด ว่าแท้จริงแล้วมันหมายถึงอะไร โดยคิดเอาเองว่ามันน่าจะมีอะไรที่คล้ายกับอีกคำในภาษาไทยที่ใกล้เคียงกัน คือ “การวิจารณ์” (Critique)  และ “การวิเคราะห์” (Analysis) แต่การวิพากษ์น่าจะมีความลุ่มลึกมากกว่าการวิเคราะห์อย่างน้อยอยู่ 2 ประเด็น คือ จะต้องสามารถตีค่าประเมินค่า (Evaluate) และสามารถให้ข้อเสนอแนะ (Suggest) ในเรื่องนั้น ๆ ได้ ทั้งนี้เพราะผู้เขียนเคยเห็นบทความในเว็บสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum: WEF) ว่าการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) นั้นถือเป็นทักษะที่สำคัญเป็นอันดับ 2 ของมนุษย์ภายในปี 2020 ซึ่งจำเป็นต่อความสำเร็จในโลกที่กำลังก้าวสู่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ในศตวรรษที่ 21

ความรู้ใหม่

หลังจากที่ได้รับโจทย์มา…ผู้เขียนได้ไปสืบค้นเพิ่มเติม ว่าแท้จริงแล้ว “การวิพากษ์” คืออะไร เราลองมาพิจารณากัน

พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ให้ความหมายของคำว่า “วิพากษ์” หมายถึง พิจารณาตัดสิน (ราชบัณฑิตยสภา, 2554)

การวิพากษ์ (Critique) หมายถึง การพิจารณาตัดสินเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยโต้แย้งและท้าทายสมมติฐานที่นำมากล่าวอ้าง ว่าอาจมีข้อผิดพลาดและไม่เป็นจริง (เกรียงศักดิ์  เจริญวงศ์ศักดิ์, 2558) มาจากภาษากรีกว่า “krinein” หมายถึง การแบ่งแยก (to separate) และการเลือก (to choose)

และยังมีอีกคำที่ใกล้เคียงกัน คือ การคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking)  ซึ่งหมายถึง ความตั้งใจที่จะพิจารณาตัดสินเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยการไม่เห็นคล้อยตามข้อเสนอ แต่ตั้งคำถามท้าทาย หรือโต้แย้งสมมติฐานที่อยู่เบื้องหลัง และพยายามเปิดแนวทางความคิดออกสู่ทางต่าง ๆ ที่แตกต่างจากข้อเสนอนั้น เพื่อให้สามารถได้คำตอบที่สมเหตุสมผลมากที่สุด (เกรียงศักดิ์  เจริญวงศ์ศักดิ์, 2558)

การคิดเชิงวิพากษ์เป็นกระบวนการคิดที่มีเป้าหมายเพื่อ

  • นำไปสู่การค้นหาความจริง
  • นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงใหม่
  • ให้ได้สิ่งที่ดีกว่า ถูกต้องเหมาะสมกับการดำเนินชีวิต และบริบทแวดล้อมมากกว่า

พฤทธิ์ ศิริบรรณพิทักษ์, 2553 ได้ให้ความหมายของการคิดเชิงวิพากษ์ว่า เป็นกระบวนการตรวจสอบ และประเมินวิกฤตและมุมมองที่แตกต่างหรือขัดแย้ง เพื่อเสนอมุมมองใหม่ที่ดีกว่า เป็นวิธีการโต้แย้งด้วยเหตุผล ที่เรียกว่า วิภาษวิธี หรือ Dialectics หรือ Dialectic Resoning หรือ Dialectic Approach  (Nelson, Jack L. and others, 2007, pp. 6-10 อ้างถึงใน พฤทธิ์ ศิริบรรณพิทักษ์, 2553)

“การวิพากษ์” กับ “การวิจารณ์” คืออันเดียวกันไหม?
ในภาษาไทยเรามักใช้คำว่าวิพากษ์กับวิจารณ์ควบคู่กัน แท้จริงแล้วทั้ง 2 คำ เหมือน หรือแตกต่างกันหรือไม่?

คำว่า “วิพากษ์” ในภาษาสันสกฤตใช้คำว่า “วิวกฺษา” บาลีใช้คำว่า “ววกฺขา” แปลตามศัพท์ว่า “ปราถนาจะเรียก” คำนี้ในภาษาไทยใช้ว่า “พิพากษา” และ “วิพากษ์” มีความหมายว่า พิจารณาตัดสิน (ทองย้อย แสงสินชัย, 2557)

ส่วน “วิจารณ์” ในภาษาบาลีใช้คำว่า “วิจารณา” (ทองย้อย แสงสินชัย, 2557) แปลว่า การสืบสวน การตรวจสอบ การแสวงหา การเอาใจใส่ การจัดแจง การวางแผน  การดูแล (เป็นชื่อหนึ่งของ ปัญญา) ในภาษาไทย มักหมายถึง ติชม, แสดงความคิดเห็นในเชิงตัดสินคุณค่า ชี้ข้อดีข้อด้อย สอดคล้องกับความหมายในพจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ (พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต), 2546) ซึ่งได้ให้ความหมายคำว่า วิจารณ์ หมายถึง พิจารณา, ไตร่ตรอง สอบสวน, ตรวจตรา คิดการ, กะการ, จัดเตรียม, จัดแจง, ดูแล, จัดดำเนินการ

ในภาษาไทยเรามักเอา “วิพากษ์” กับ “วิจารณ์” มาประสมกันเป็น “วิพากษ์วิจารณ์” ซึ่งมีความหมายว่า ติชม ให้คำตัดสินผลงานหรือเรื่องราวใด ๆ ว่าดี-ไม่ดีอย่างไร มีข้อขาดตกบกพร่องอย่างไร และควรเป็นอย่างไร (ทองย้อย แสงสินชัย, 2557) ถ้าว่าตามหลักภาษา “วิพากษ์” คือ ตัดสิน ส่วน “วิจารณ์” คือ พิจารณาแยกแยะเพื่อดูข้อดีข้อด้อย ซึ่งถ้าว่าตามข้อเท็จจริงแล้ว จะต้องวิจารณ์ก่อน จึงจะวิพากษ์ได้ จึงอย่าวิพากษ์ (ตัดสินอะไร) ก่อนที่จะได้วิจารณ์ (ตรวจสอบให้ถี่ถ้วน)

“วิเคราะห์” กับ “วิพากษ์” อันไหนเหนือกว่า?

พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ให้ความหมายของคำว่า “วิเคราะห์” หมายถึง ใคร่ครวญ แยกออกเป็นส่วน ๆ เพื่อศึกษาให้ถ่องแท้ (ราชบัณฑิตยสภา, 2554)

Bloom, 1656 (อ้างถึงใน ล้วน  สายยศ และ อังคณา  สายยศ, 2539 : 41-44 ) ให้ความหมายการคิดวิเคราะห์ (Analysis Thinking) เป็นความสามารถในการแยกแยะเพื่อหาส่วนย่อยของเหตุการณ์เรื่องราวหรือเนื้อหาต่าง ๆ ว่าประกอบด้วยอะไร มีความสำคัญอย่างไร อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นผล และที่เป็นอย่างนั้นอาศัยหลักการของอะไร

Dewey ,1933 (อ้างถึงในชำนาญ เอี่ยมสำอาง, 2539 : 51) ให้ความหมายการคิดวิเคราะห์ หมายถึง การคิดอย่างใคร่ครวญ ไตร่ตรอง โดยอธิบายขอบเขตการคิดวิเคราะห์ว่าเป็นการคิดที่เริ่มต้นจากสถานการณ์ที่มีความยุ่งยาก และสิ้นสุดลงด้วยสถานการณ์ที่มีความชัดเจน

ชัยอนันต์ สมุทวณิช (2542 : 14) ให้ความหมายของการคิดวิเคราะห์ คือการแสวงหาข้อเท็จจริงด้วยการระบุ จำแนก แยกแยะข้อมูล ทั้งที่เป็นข้อเท็จจริงกับความคิดเห็น หรือจุดเด่น จุดด้อย ในสถานการณ์ที่เป็นการจัดข้อมูลให้เป็นระบบ เพื่อไปใช้เป็นพื้นฐานในการคิดระดับอื่น ๆ

เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (2546 : 24) ให้ความหมายของการคิดวิเคราะห์ว่าเป็นความสามารถในการจำแนกแจกแจงและแยกแยะองค์ประกอบต่าง ๆ ของสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ซึ่งอาจจะเป็นวัตถุ สิ่งของ เรื่องราว หรือเหตุการณ์ และหาความสัมพันธ์เชิงเหตุผลระหว่างองค์ประกอบเหล่านั้น เพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริงของสิ่งที่เกิดขึ้น

นักการศึกษาและนักวิจัยส่วนใหญ่ ให้ความหมายของการคิดวิเคราะห์คล้ายกับการวิจารณ์มากกว่าการวิพากษ์  คือ การคิดวิเคราะห์หมายถึง การพิจารณาแยกแยะสิ่งต่าง ๆ ออกเป็นส่วนย่อย ๆ จับประเด็น จัดลำดับ เชื่อมโยงความสัมพันธ์ และจัดหมวดหมู่ เพื่อเปลี่ยนสถานการณ์ที่ยุ่งยาก ให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น

อีกคำที่ใช้กันบ่อยในแวดวงวิชาการคือ การวิเคราะหเชิงวิพากษ (Critical Analysis)

การวิเคราะหเชิงวิพากษ (Critical Analysis) มาจากแนวคิดของอริสโตเติล (Aristotle) ซึ่งยอมรับกันว่าเปนบิดาของวิธีการโตแยงดวยเหตุผล (the father of dialectic reasoning) อริสโตเติลชอบวิธีการโตแยงดวยเหตุผล ซึ่งเป็นวิธีการมองโลกในแง่ดี โดยมีสมมติฐานว่า มีแนวคิดที่ดีกวาเสมอในการปรับปรุงพัฒนาสังคม และเชื่อวาการตรวจสอบแนวคิดดวยวิธีการที่ตรงขาม หรือการมองตางมุม เปนวิธีการที่ไดผลดีมาก (Nelson, Palonsky and McCarthy, 2007 อ้างถึงใน พฤทธิ์ ศิริบรรณพิทักษ์, 2553)

ในหนังสือปรัชญากับการศึกษาของบรรจง  จันทรสา (2522) ไดเรียกวิธีการโตแยงดวยเหตุผล (dialectic) วา “วิธีวิภาษ” หมายถึง การตรวจสอบประเด็นวิกฤต หรือประเด็นสําคัญที่ระบุประเด็นหลักและขอโตแยงเชิงตรรกะ หรือเหตุผลของแตละมุมมองที่แตกตางกัน (อ้างถึงใน พฤทธิ์ ศิริบรรณพิทักษ์, 2553)

เฮเกล (Hegel) (Spencer and Krauze, 1997 อ้างถึงใน พฤทธิ์ ศิริบรรณพิทักษ์, 2553) ได้ใช้กระบวนการวิภาษวิธีมาอธิบายการเคลื่อนไหวของจิต เริ่มจากสภาวะพื้นฐานของจิต ซึ่งมนุษย์มีความพึงพอใจอยู่ในปัจจุบัน (thesis) เมื่อมีแนวความคิดใหม่ที่ขัดแย้งกับความคิดเดิม (antithesis) ต่างฝ่ายก็จะหาเหตุผลมาหักล้างกัน เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่เป็นจริงหรือถูกต้องที่สุดเกิดเป็นสภาวะประนอมเมื่อทั้ง 2 แนวคิดลงเอยกันได้ (synthesis) และผลของการประนอมก็จะกลายเป็นสภาวะพื้นฐานใหม่ (new thesis) หลังจากนั้นก็จะเกิดการขัดแย้ง และประนอมตามมาอีก วนเวียนเป็นวัฏจักร จนกว่าจะบรรลุเข้าสู่สภาวะความจริงที่สัมบูรณ์ (the absolute truth) ดังแผนภาพ


ภาพที่ 2  วิธีวิภาษตามแนวคิดของเฮเกล (พฤทธิ์  ศิริบรรณพิทักษ์, 2553)

เฮเกล ได้นำแนวทางนี้ไปอธิบายเหตุการณที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตรของมนุษยชาติ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นผลมาจากการขัดแย้งกันทางความคิด (จิต) ของมนุษย์เพื่อที่จะพัฒนาหรือแสวงหาความเป็นจริงหรือสิ่งที่ดีกว่า ไม่ว่าจะในยุคสมัยหรือชนชาติใด โลกมนุษย์ล้วนดำเนินไปตามครรลองนี้ทั้งสิ้น

มุมมองของผู้เขียน

การวิพากษ์ เป็นขั้นตอนที่สืบเนื่องจากการวิเคราะห์ ? กล่าวคือ การวิเคราะห์ เป็นขั้นต้นแรกทีี่ต้องเกิดขึ้นก่อนที่จะสามารถวิพากษ์ได้อย่างมีคุณภาพ เช่น การวิเคราะห์พิจารณาสืบสวน เพื่อวิพากษ์ตัดสินได้อย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม

อีกนัยหนึ่งคือ การวิเคราะห์ เป็นกระบวนการที่อาจเกิดขึ้นได้ภายในความคิดของบุคคลเพียงคนเดียว แต่การวิพากษ์ นั้นถือเป็นภาคแสดงออก ที่ต้องมีบุคคลที่ 2 มาเกี่ยวข้องด้วย

ในแง่ผลกระทบของภาษา คำว่า “วิพากษ์วิจารณ์” โดยทั่วไปผู้เขียนมองว่าเป็นคำที่ให้ความรู้สึกในเชิงลบ (ไม่ทราบคิดไปเองคนเดียวหรือเปล่า หรือว่ามีใครอยากถูกวิพากษ์วิจารณ์ อิอิ) ผู้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ มักจะไม่พอใจ ซึ่งตรงข้ามกับที่อริสโตเติลบอกไว้ว่า การโตแยงกันดวยเหตุผล ถือเป็นวิธีการมองโลกในแง่ดี และถ้ามองตามรากศัพท์เดิมในภาษาบาลี “การวิจารณ์” ถือเป็นความหมายในเชิงบวกโดยแท้ (การวิจารณ์ เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของปัญญา) ผู้เขียนจึงขอเชิญชวนให้ทุกคน(รวมถึงตัวเอง ^^)ได้พัฒนาทัศนคติใหม่ว่า การวิพากษ์วิจารณ์ที่สร้างสรรค์ สามารถนำไปสู่ความเจริญงอกงามที่เพิ่มพูนขึ้นได้ (อย่างที่เฮเกลกล่าวไว้ 🙂 )

ทั้งนี้ การวิพากษ์วิจารณ์ที่ดี ต้องอาศัยศิลปะในการสื่อสาร ในลักษณะ “สุนทรียสนทนา” (dialogue) ผู้วิพากษ์ต้องมีความเป็นกัลยาณมิตร (qualities of a good friend) คือมุ่งให้เกิดความดีงามและความเจริญ ส่วนผู้ถูกวิพากษ์ ก็ต้องเป็นผู้ฟังที่ดี (being a patient listener) คือ มีความอดทนต่อถ้อยคำ (วจนกฺขโม) พร้อมที่จะรับฟังคำเสนอแนะ วิพากษ์วิจารณ์ ซักถาม อดทนฟังได้ไม่เบื่อ ไม่ฉุนเฉียว (พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต), 2546)  น้อมนำเข้าสู่ “ธรรมวิจารณ์” นำมาใคร่ครวญ พิจารณาข้อธรรมต่างๆ ว่าแต่ละข้อมีอรรถ คือความหมายอย่างไร ตื้นลึกเพียงไร แล้วแสดงความคิดเห็นออกมาว่า ธรรมข้อนั้นข้อนี้มีอรรถ คือความหมายอย่างนั้นอย่างนี้

ประโยชน์ที่(จะ)เกิดขึ้น

ฮาร์กรีฟส์ (Hargreaves, 2003 อ้างถึงใน พฤทธิ์  ศิริบรรณพิทักษ์, 2553) กล่าวว่า โลกทุกวันนี้และโลกในอนาคตมีลักษณะเป็นสังคมความรู้ (knowledge society) และเศรษฐกิจในสังคมความรู้ก็จะเป็นเศรษฐกิจความรู้ (knowledge economy) ซึ่งเป็นระบบสังคมและระบบเศรษฐกิจที่ต้องขับเคลื่อนโดยผู้ที่มีความสามารถในการสร้างสรรค์ (creativity) มีความเฉลียวฉลาด มีความเป็นช่างประดิษฐ์ เป็นความเป็นเจ้าความคิด (ingenuity) โดยพลังขับเคลื่อนสังคมความรู้และเศรษฐกิจความรู้ คือ “พลังสมอง” (brain power) ความสำเร็จทางเศรษฐกิจ ขึ้นอยู่กับขีดความสามารถของแรงงานในการเรียนรู้และการคิดอย่างต่อเนื่องมากกว่าพลังเครื่องจักร (machine power) โดยพลังสมอง ประกอบด้วยพลังสำคัญ 3 ประการ คือ 1) พลังการคิด 2) พลังการเรียนรู้ และ 3) พลังการสร้างนวัตกรรม ดังนั้น “การคิด” จึงมีความสำคัญมากทั้งในปัจจุบันและอนาคต

การพัฒนาความสามารถทางการคิดวิเคราะห์และสังเคราะห์สามารสร้างเสริมได้ด้วยกระบวนการวิภาษวิธี (dialectic) อย่างสร้างสรรค์ เพื่อให้เกิดความคิดใหม่ที่ดีกว่า ซึ่งการคิดเชิงวิพากษ์ เป็นการคิดในหลาย ๆ แง่มุมที่แตกต่างกัน โดยสันนิษฐานว่ามีแนวคิดที่ดีกว่าเสมอในการปรับปรุงพัฒนาสังคม และเชื่อว่าการตรวจสอบแนวคิดด้วยวิธีการตรงกันข้าม หรือการมองต่างมุม เป็นวิธีการที่ได้ผลดีมาก (Nelson, Palonsky and MaCarthy, 2007 อ้างถึงใน พฤทธิ์  ศิริบรรณพิทักษ์, 2553)

ด้วยเหตุนี้ สภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum: WEF) จึงได้จัดลำดับให้ การคิดเชิงวิพากษ์ เป็นทักษะสำคัญอันดับ2 ที่จะช่วยให้คนประสบความสำเร็จได้ในยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ภายในปี 2020

วิเคราะห์การรู้คิดของตัวเอง

ในการเขียนบทความนี้ ผู้เขียนได้อุทิศเวลาในการรวบรวม เรียบเรียงถึง 1 วันเต็ม (ดูยิ่งใหญ่จริง ๆ อิอิ ^^) เพราะรู้ว่าจะเผยแพร่ทางเว็บไซต์ ซึ่งใครก็ได้สามารถที่จะเข้าถึงได้ตลอดเวลา จึงได้ตั้งใจสืบค้นและเขียนอย่างสุดฝีมือ (เท่าที่จะมีเวลาให้) ทั้งนี้เพราะ ไม่อยากเสียหน้า อิอิ 😛 ซึ่งต่างจากที่ผ่านมา ที่มักจะทำแค่พอผ่าน ๆ พอแค่ให้มีงานส่ง และมักประวิงเวลาไปเรื่อย ๆ จนใกล้เดดไลน์ค่อยปั่นส่งในวันสุดท้าย 555 (ยอมรับโดยดี จะมีโดนหักคะแนนมั้ยเนี่ย 😛 )

สิ่งที่อยากบอกผู้สอน

ดูเหมือนว่าผมจะชอบวิชานี้นะครับ (เพราะตรงกับจริตที่ชอบวิพากษ์วิจารณ์ 555) และไม่ทราบว่าเพื่อน ๆ จะเป็นเหมือนกับข้าพเจ้าหรือไม่ (ที่เป็นพวกหน้าใหญ่ ^^) โดยอาจารย์อาจลองให้เขียนบทความลงบล็อกง่าย ๆ ฟรี ๆ เช่น blogger, wordpress เพื่อเผยแพร่สู่สาธารณะ เพราะบางทีอาจทำให้ได้ผลงานที่มีคุณภาพสูงขึ้นก็เป็นได้ครับ ^^

อ้างอิง

เกรียงศักดิ์  เจริญวงศ์ศักดิ์. (2558, May). การพัฒนา Critical และ Creative Thinking กับการจัดการเรียนการสอนในศตวรรษที่ 21. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. Retrieved from http://www.eqd.cmu.ac.th/Innovation/media/2558/2558_05_21-CriticalCreative/2558-05-21_1.pdf

เกรียงศักดิ์  เจริญวงศ์ศักดิ์. (2546). การคิดเชิงสังเคราะห์. กรุงเทพฯ: บริษัทซัคเซส มีเดีย.

ชัยอนันต์  สมุทวณิช. (2542). การคิดแบบสร้างสรรค์และการทำแผนที่ทางความคิด. กรุงเทพฯ: วชิราวุธวิทยาลัย.

ชํานาญ  เอี่ยมสําอาง. 2539. การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 วิชาสังคมศึกษา โดยการสอนแบบสืบสวนสอบสวนเชิงนิติศาสตร์กับการสอนตามคู่มือครู ปริญญา นิพนธ์ กศ.ม. (การมัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรฒ)

ทองย้อย  แสงสินชัย. (2557). บาลีวันละคำ. กรุงเทพฯ: Nanmeebooks.

บรรจง จันทรสา. (2522). ปรัชญาการศึกษา. กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช.

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต). (2546). ค้นพจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์. Retrieved January 23, 2018, from http://84000.org/tipitaka/dic/v_seek.php?text=%C7%D4%A8%D2%C3%B3%EC&detail=on&original=1

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต). (2546). ค้นพจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม. Retrieved January 23, 2018, from http://84000.org/tipitaka/dic/d_seek.php?text=%C7%D4%BE%D2%A1%C9%EC&detail=on&original=1

พฤทธิ์  ศิริบรรณพิทักษ์. (2553). การวิเคราะห์การศึกษาเชิงวิพากษ์ : พื้นฐานการศึกษาด้านประเด็นวิกฤตทางการศึกษา. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ไทยสัมพันธ์.

ราชบัณฑิตยสภา. (2554). พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554. Retrieved January 24, 2018, from http://www.royin.go.th/dictionary/

 

ล้วน สายยศ, & อังคณา สายยศ. (2539). เทคนิคการวัดผลการเรียนรู้. กรุงเทพฯ: ชมรมเด็ก.

หากคุณพบคำที่สะกดผิด เว้นวรรคไม่ถูกต้อง ฯ โปรดแจ้งให้เราทราบ โดยลากคลุม (highlight) ข้อความนั้น แล้วกด Ctrl + Enter

ไม่สามารถคัดลอกเนื้อหานี้

Spelling error report

The following text will be sent to our editors: