มาราธอนแรกของชีวิต

มาราธอนแรกของชีวิต

ผมวิ่งเข้าเส้นชัยมาราธอน 42.195 กิโลเมตร เป็นครั้งแรกได้ในเวลา 5 ชั่วโมง 27 นาที เมื่อวันที่ 28 ม.ค. 2561 ในงานขอนแก่นมาราธอนนานาชาติ ครั้งที่ 15 พร้อมกับผู้เข้าแข่งขันเกือบ 2,000 ชีวิต รวมทุกระยะและประเภทการวิ่งกว่า 35,000 คน

เริ่มวิ่งเมื่อ 6 เดือนที่แล้ว

ผมเริ่มวิ่งเมื่อ 6 เดือนที่แล้ว โดยซ้อมวิ่งระยะทาง 100 กิโลเมตร/เดือน ได้ทั้งหมด 5 ครั้ง


เข้าร่วมกลุ่มทางจิตวิญญาณ…และจงอย่าได้เสียหน้า 🙂

นี่ไม่ใช่ความพยายามครั้งแรกในการเริ่มต้นวิ่งของผม เท่าที่นึกได้ ผมเคยตัดสินใจที่จะวิ่งมาแล้วไม่ต่ำกว่า 4-5 ครั้ง และมีบางครั้งที่วิ่งต่อเนื่องกันได้อยู่เป็นเดือน เพราะคิดว่าเราสามารถควบคุมตัวเองให้ลงมือทำได้ตามความตั้งใจ  แต่สุดท้ายก็เป็นอันต้องล้มเลิกไปเสียทุกที แต่ครั้งนี้เชื่อว่าจะต่างไป เพราะผมวิ่งได้ต่อเนื่องมากว่าครึ่งปีแล้ว โดยตั้งใจว่าจะใช้การวิ่งเป็นอุบายในการเปลี่ยนแปลงชีวิต จึงจะวิ่งต่อไป จนกลายเป็นกิจวัตร ^^  สาเหตุสำคัญที่ทำให้ได้ผลลัพธ์ที่แตกต่างผมคิดว่าเป็นเพราะผมได้เข้าร่วมกลุ่ม “100 Km per Month Running Challenge” ที่มีเพื่อน ๆ แบ่งปันข้อมูลการวิ่งกันประมาณ 20 – 30 คนในแต่ละเดือน ซึ่งในระหว่างนั้น จะมีบางวันที่ร่างกายเราอ่อนเพลีย จิตใจแสนเหนื่อยล้า ? แต่เมื่อมองเห็นว่าเป้าหมายรายสัปดาห์กำลังจะหมดเวลาลงแล้ว ด้วยความตั้งใจว่าเราต้องทำให้ได้ (และความที่ไม่อยากเสียหน้า?) จึงต้องทนฝืนใจถ่อสังขารออกไปวิ่ง (แต่พอเครื่องติด ก็พบว่าสามารถทำได้ทุกครั้งไป ^^) กระผมจึงขอขอบคุณท่านประธาน @Pwat Khantikittikul และเพื่อนสมาชิกในกลุ่มมา ณ ที่นี้ด้วยครับ ^^

นาฬิกาจับเวลา (อาจ)เป็นสิ่งจำเป็น

เดือนแรกที่เริ่มวิ่ง ผมยังไม่ซื้ออุปกรณ์วิ่งเลยสักชิ้น ทั้งนี้เพื่อทดสอบตัวเองว่า เราจะเอาจริงแค่ไหน? จะเลิกล้มไปกลางคันเหมือนคราวก่อนอีกหรือเปล่า? จึงได้พกมือถือและเปิดแอป Endomondo วิ่งไปก่อน (ซึ่งก็ทุลักทุเลพอสมควร ?) พอวิ่งเสร็จค่อย Import ข้อมูลลงในกลุ่ม แต่พอพิสูจน์ได้ว่า เราสามารถวิ่ง 100 กิโลเมตรในเดือนแรกได้ จึงให้รางวัลตัวเองด้วยนาฬิกาวิ่งยี่ห้อ Garmin รุ่น Forerunner 235 ซึ่งพบว่ามันสามารถช่วยให้การวิ่งเป็นเรื่องสนุกสนานมากยิ่งขึ้น เพราะมันซิงค์ข้อมูลได้ง่าย และสามารถจับเวลารวมถึงค่าสถิติต่าง ๆ ได้ แต่พอใช้ไปสักพักก็อยากได้เครื่องใหม่ที่มีฟีเจอร์เพิ่ม เช่น อยากให้มันสามารถบันทึกเสียง (Voice Recording) เผื่อมีความคิดฟุ้ง ๆ อะไรในระหว่างวิ่ง ก็จะได้บันทึกลงไปได้ง่าย ๆ ^^ เป็นไฟฉายได้ในตัว (เหมือนกับในมือถือ) เผื่อวันไหนเลิกค่ำ ออกวิ่งช้า จะได้เปิดไฟวิ่ง ^^ มี memory เก็บเพลงไว้ฟังได้ในระหว่างวิ่ง ยิ่งถ้ามีชุดหูฟังไร้สายต่อเชื่อมด้วยก็จะดีมากครับ 🙂 ไม่ทราบมีนาฬิการุ่นไหน ที่มีฟีเจอร์เหล่านี้ด้วยไหมครับ (คงเรือนเป็นล้านแน่เลย) //ไม่เป็นไร ยืมเพื่อนใส่ก็ได้ อิอิ 😛

 

หั่นเป้าหมาย ให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ

ในช่วงแรกที่เริ่มวิ่ง ร่างกาย(และจิตใจ)ของเราอาจยังไม่แข็งแกร่งมากนัก พอได้รับบาดเจ็บหรือเกิดอาการไม่สบาย ก็จะมีสารพัดเหตุผลที่จะเลื่อนวันเวลาออกไป พอนึกได้อีกครั้งก็พบว่า อ้าว! นี่มันจะสิ้นเดือนแล้วนี่หว่า ? (เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในช่วงเดือน ก.ย. 60 ของผม) ยิ่งถ้าเดือนไหนมีงานเข้าเยอะ ๆ (เหมือนกับเดือน ต.ค. 60) เราก็ยิ่งมีเหตุผล (ข้ออ้าง) ที่ดีให้กับตัวเองที่จะไม่ต้องวิ่ง จนเป้าหมายอาจชวดไปเลยทั้งเดือน เมื่อค้นพบจุดอ่อนตัวเองได้เช่นนี้ ผมจึงคิดหากลยุทธ์ที่จะเอาชนะการผัดวันประกันพรุ่ง และการประวิงวันเวลา(ด้วยเหตุผลที่สมเหตุสมผล ^^) โดยการหั่นเป้าหมายออกเป็นรายสัปดาห์ และตั้งเป้าว่า จะวิ่ง 4 ครั้ง/สัปดาห์ (ครั้งละ 7 กม.) ซึ่งจะสามารถบรรลุเป้าหมายใหญ่เดือนละ 100 กิโลเมตรได้พอดี และถ้าเดือนไหนมีงานเข้าเยอะ ผมก็จะปรับเป้าไปเป็นเรื่องของระยะทางแทน (โดยอาจวิ่งยาว ๆ แค่ 2-3 ครั้ง/สัปดาห์ก็พอ) ผมพบว่าการหั่นเป้าหมายให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ นั้นช่วยให้เราสามารถบรรลุเป้าหมายใหญ่ได้โดยอัตโนมัติโดยที่ไม่ต้องใช้ความพยายามอดทนกล้ำกลืนฝืนใจมากนัก ? อีกทั้งยังช่วยให้จิตใจเราจดจ่อ และมีพลังมุ่งมั่นมากยิ่งขึ้นด้วยครับ ^^

เปิดไฟฉาย วิ่งฝ่าสายฝน ?

ผมเริ่มวิ่งในหน้าฝน เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม 2560 แน่นอนว่าบางวันต้องมีฝนตก ซึ่งถ้าเป็นฝนปรอย ๆ ก็คงทำให้เย็นสบายดี แต่ถ้าฟ้าร้องเปรี้ยง ๆ ล่ะ จะทำยังไง?…ใช่แล้วครับ ผมเลือกที่จะวิ่งฝ่าสายฝน… ไม่ใช่ว่าไม่กลัว(ป่วย ฟ้าผ่า ต้นไม้โค่นทับ ลมพัดปลิว ?) แต่เพราะอยากเอาชนะตัวเอง จึงทนกล้ำกลืนฝืนใจวิ่ง ^^ (่ความจริงคือ ถ้าฟ้าร้องหนักมาก ๆ ผมก็ไม่กล้าออกจากบ้านหรอกครับ ? กลัวฟ้าผ่าตายโหงก่อน 555 แต่ถ้ามีแค่ห่าฝนธรรมดา ๆ แม้จะหนักแค่ไหน อั๊วก็ไม่ย่าน ^^) นอกจากนี้อาจมีบางวันที่มีงานยุ่ง ต้องกลับค่ำ ได้ออกวิ่งช้า ผมก็ไม่ล้มเลิก แต่เลือกใช้วิธีการเปิดไฟฉายมือถือวิ่ง (outdoor) จำได้ว่าวิ่งจนถึง 1 ทุ่มก็มีอยู่หลายครั้ง (ท่ามกลางทุ่งนาและหุบเขาอันมืดมิดไร้แสงไฟ 555) และในวันซ้อมใหญ่ ผมตั้งใจว่าจะวิ่งให้ได้สัก 35 กิโลเมตร จึงจำเป็นต้องออกวิ่งตั้งแต่ตอนบ่าย 1 โมง ท่ามกลางแดดร้อนเปรี้ยง ๆ (จนถึง 6 โมงเย็น) … ผมว่าชาวบ้านต้องคิดว่าผมบ้าไปแล้วแน่ ๆ ? (เอ๊ะ! หรือว่ามรึงบร้าไปแล้วจริม ๆ ?)

พี่ตูนทำได้ ตูต้องทำได้ 🙂

พี่ตูนวิ่งระดมทุนในโครงการก้าวคนละก้าว จากเบตงไปแม่สาย ได้ระยะทางรวม 2,215 กิโลเมตร สามารถระดมเงินบริจาคจากน้ำใจชาวไทย(และชาวต่างชาติ)เพื่อจัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์ให้กับโรงพยาบาลที่ขาดแคลนเป็นเงินถึง 1,200 ล้านบาท แต่เรานั้นกะจะวิ่งแค่ 42.195  กิโลเมตร ทำไมจะทำไม่ได้?

ที่มาภาพ: mangozero.com

หายใจให้เข้ากับจังหวะก้าว

พรรณนาสรรพคุณตัวเองมามากจนแทบจะเอียนแล้ว (ขอบคุณที่ท่านยังไม่อ้วก อิอิ) งั้นจะลองเขียนอะไรที่ท่าน(ผู้อ่านที่เคารพรัก ^^)น่าจะได้ประโยชน์ในเชิงวิชาการบ้าง (เอ๊ะ จะเป็นวิชาการได้หรือเปล่า…เอาเป็นว่า มันคือข้อสังเกตละกันนะ ?) ในสัปดาห์แรก ๆ ที่เริ่มวิ่ง ผมยังไม่รู้จังหวะก้าว จึงทำให้เหนื่อยง่าย วิ่งไกลไม่ได้ หัวใจเต้นแรง แต่ในสัปดาห์หลัง ๆ ผมเริ่มจับจังหวะการวิ่งที่สอดคล้องกับการหายใจได้ ทำให้วิ่งได้ทนทานขึ้นและเหนื่อยน้อยลง วิธีที่ผมใช้คือ วิ่ง 4 ก้าว ต่อการหายใจเข้า-ออก 1 รอบ ถ้าเขียนเป็นสเต็ป ก็คงได้เป็น

หายใจเข้า1 – ก้าว1 – ก้าว2 –หายใจออก1 – ก้าว3 – ก้าว4

หายใจเข้า2 – ก้าว1 – ก้าว2 –หายใจออก2 – ก้าว3 – ก้าว4

เหวี่ยงไหล่ ส่ายสะโพก ถ่างขา งุ้มเข่า เท้าตรง ?

คำโปรยอาจเกินจริงไปนิสส์ ? แต่เพื่อให้ท่านพอนึกภาพออก (ไม่กล้าอัดวิดีโอออกสื่อ อิอิ) จึงเลือกใช้คำอย่างนี้ แต่ต้องออกตัวไว้ก่อนว่า นี่ไม่ใช่ทฤษฎีกายวิภาคการวิ่ง (อันที่จริงผมไม่เคยศึกษาทฤษฎีการวิ่งเลยด้วยซ้ำ ? – อยากวิ่งก็วิ่งเลยครับ อิอิ) สิ่งนี้จึงเป็นเพียงข้อสังเกตที่ผมทดลองทำแล้ว(รู้สึก)ดี เพราะโดยปกติ การวิ่ง(หรือเดิน)ของคนเรา เท้าจะไม่ตรงครับ (เอ๊ะ หรือผมเป็นอยู่คนเดียว) แต่มันจะเฉียงออกด้านข้างอยู่ประมาณ 15 องศา (ดูเป็นวิชาการมากกกก 555) ถ้าเราแค่วิ่งออกกำลังธรรมดา ๆ จะไม่รู้สึกว่ามีอะไรเสียหาย แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นการวิ่งทางไกล 20-30 กิโลเมตร จะเริ่มพบว่าข้อเท้าและเข่ามีอาการบาดเจ็บ โดยมีหลายครั้งที่ผมรู้สึกเจ็บข้อเท้าจนวิ่งไม่ออก ต้องเดินบริหารข้ออยู่เป็นกิโล จึงพอจะวิ่งต่อเบา ๆ ได้ ผมจึงได้ทดลองท่าวิ่งใหม่โดยพยายามให้ปลายเท้าตรง ด้วยการงุ้มเข่าเข้าหากัน (ถ้าไม่งุ้มเข่า เท้าก็ตรงไม่ได้ เพราะไม่ใช่ท่าทางโดยธรรมชาติ) และพยายามลงพื้นเต็มฝ่าเท้าพร้อมกัน (อันนี้แอบถามมาจากนักวิ่งอาชีพ) ผมพบว่า ถ้าวิ่งด้วยท่านี้แล้วจะวิ่งได้ไกล ไม่ค่อยมีอาการบาดเจ็บข้อเท้าและหัวเข่าครับ (ย้ำอีกครั้งว่า เป็นเพียงข้อสังเกต ไม่รู้ว่ามีหลักวิชารองรับหรือเปล่า) อีกทั้งยังต้องพยายามถ่างขา ^^ เพื่อลดการเสียดสีใต้ร่มผ้า … แล้วทำไมต้องเหวี่ยงไหล่ ส่ายสะโพกด้วย? 555 จริง ๆ ก็ไม่อยากทำหรอกครับ เพราะมันดูตลก ? ซึึ่งมันก็จะดูกระแดะ ๆ หน่อย แรก ๆ จะไม่ชินแน่ ๆ แต่ว่าถ้าทำแล้ว ก็จะงุ้มเข่า และเท้าตรงได้ง่ายขึ้น ดังนั้น เพื่อสุขภาพข้อเท้าและข้อเข่าในระยะยาว ก็เลยจำเป็นต้องทำครับ 🙂

กลวิธีหลอกจิต

ในระหว่างฝึกซ้อม อาจมีบางวันที่เราเหนื่อยล้าทั้งร่างกายและจิตใจ ไม่ว่าจะเป็นความอ่อนแอ ท้อแท้ เบื่อหน่าย ? แล้วทำอย่างไรถึงจะวิ่งต่อไปได้อีก? ทำยังไงให้คบไฟแห่งความมุ่งมั่นในวันแรกยังคงลุกโชนได้อยู่เสมอ ไม่เป็นไฟไหม้ฟาง หรือสร้างแรงฮึดได้เพียงสั้น ๆ แล้วกลับจางหายไปในไม่กี่วัน ซึ่งเราต้องมีความปรารถนาอันแรงกล้า มั่นคง แน่วแน่ จึงจะสามารถยืนระยะอยู่ได้ และก้าวไปอย่างสม่ำเสมอ [1] เหล่านี้คือกลยุทธ์ที่ผมใช้ครับ

ก้าวแรกสำคัญที่สุด

ในวันที่ไม่มีอารมณ์จะวิ่ง แต่ก็จำเป็นต้องวิ่ง ไม่งั้นเป้าหมายจะไม่สำเร็จ (เช่น เป็นวันสุดท้ายของสัปดาห์ที่ต้องวิ่งในถึงเป้า) หลายครั้งเราต้องทนฝืนจิตใจออกไปวิ่ง ผมพบว่าแค่เราก้าวเท้าออกไปให้พ้นประตูรั้ว เพียงเวลาแค่ 2 นาที เครื่องก็จะฟิต สตาร์ตติดทุกครั้งไป ^^ ผมจึงได้ข้อสรุปว่า ก้าวแรกนั้นสำคัญที่สุดจริง ๆ ครับ 🙂

นับ 1-10 วนไปเรื่อย ๆ

วิธีง่าย ๆ ที่ช่วยให้เราวิ่งไปได้เรื่อย ๆ โดยไม่ต้องพะวงเรื่องระยะทางและเวลาคือ การนับ 1-10 พร้อมกับจังหวะหายใจออก ซึ่งการนับแต่ละครั้งก็จะก้าวเท้าได้ 4 ก้าวพอดี ๆ และเมื่อนับจนครบ 10 แล้ว ก็วนกลับไปนับ 1 ใหม่ ทำไปเรื่อย ๆ โดยไม่ต้องคิดอะไร เดี๋ยวก็ถึงเส้นชัยเองครับ ^^

หายใจออก1– หายใจออก2– หายใจออก3– หายใจออก4– หายใจออก5 …..
นับ 1 นับ 2 นับ 3  นับ 4 นับ 5 …..
ต้นไม้ต้นนั้น เสาไฟต้นโน้น

ถ้าวิธีแรก เริ่มจะไม่ได้ผล ผมก็จะเปลี่ยนเป็นการตั้งเป้าว่า จะต้องวิ่งไปให้ถึงต้นไม้ต้นนั้นให้ได้…ที่สำคัญคือ เมื่อไปถึงแล้วก็จงอย่าได้หยุด! ? แต่ให้เลื่อนเป้าหมายออกไปเป็นเสาไฟต้นโน้น  และอีกเช่นกันเมื่อวิ่งถึงแล้ว ก็ค่อย ๆ เลื่อนเป้าออกไปเรื่อย ๆ ? (ดูเป็นวิธีที่โหดร้าย แต่ก็ใช้ได้ผลดีครับ อิอิ)

จะกินสปอนเซอร์ หรือน้ำผลไม้ หรือโค้กเย็น ๆ ดีนะ ^^

บางทีก็ต้องหลอกล่อจิตใจโดยการนึกถึงรางวัลที่รออยู่ข้างหน้า ผมชอบนึกว่าเมื่อวิ่งเสร็จแล้วเราก็จะซัดเครื่องดื่มเย็น ๆ (เช่นโค้ก ?) จนหนำใจไปเลย ??? (แล้วจะวิ่งเพื่อ??? ?)

ท่องบริกรรม พุท-โธ ๆ ๆ

กลเม็ดสุดท้ายที่ผมชอบใช้เมื่อใจจะขาด (เว่อร์ซะไม่มี ?) คือ การพึ่งพลังพุทธานุภาพ ^^ โดยท่องบริกรรมพุท-โธเมื่อหายใจเข้า-ออก ให้สอดคล้องกับจังหวะก้าว จะทำให้จุดโฟกัสของเราเบี่ยงเบนไปจากความเจ็บปวดของร่างกายมาจดจ่ออยู่ที่ลมหายใจแทน ซึ่งอาจช่วยให้เราวิ่งต่อไปได้อีกหลายกิโลเมตรเลยครับ 🙂

หายใจเข้า ว่าพุท

หายใจออก ว่าโธ

วิ่งดีกว่าเดิน เดินดีกว่าหยุด

ถ้าวิ่งไม่ไหวจริง ๆ ก็เดิน แต่ถ้าเดินไม่ไหวจริง ๆ ก็ยังต้องเดิน 555 ?  มีไม่กี่กรณีที่ผมจะหยุด คือ เฉพาะอาการที่เป็นอันตรายต่อชีวิตเท่านั้น เช่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ หายใจไม่ทั่วท้อง บ้านหมุนจะเป็นลม ฯ ผมพบว่าแม้แต่อาการข้อเท้าเคล็ดบวมที่แทบจะเดินไม่ไหว แต่ถ้าเรายังคงฝืนเดินต่อ หรือวิ่งเหยาะ ๆ เบา ๆ บางทีอาการกลับดีขึ้น หรือหายไปเป็นปลิดทิ้ง และสามารถวิ่งเร็วขึ้นได้อีก ทั้งนี้ผมคิดว่า ถ้าจิตใจเราแข็งแกร่งกว่าร่างกาย ก็จะสามารถเอาชนะได้ทุกอุปสรรค เหมือนกับภาษิตโบราณที่ว่า “ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว”

รองเท้าคู่ละ 200 ก็วิ่งเข้าเส้นชัยได้เหมือนกัน

ในชีวิตนี้ผมเคยซื้อรองเท้าวิ่งแพง ๆ (ประมาณ 2,500 บาท) เพียงแค่คู่เดียว แต่รองเท้าที่นำพาผมวิ่งเข้าเส้นชัยมาราธอนได้กลับมีราคาแค่คู่ละ 200 บาท โดยใช้มาตั้งแต่เริ่มซ้อมเมื่อ 6 เดือนที่แล้ว (จริง ๆ คู่นี้ใช้มาเกือบ 2 ปีแล้ว) แอบกระซิบด้วยว่าไม่เคยซักเลย ? (เน่าจริง ๆ 555) ผมจึงได้ข้อสรุปว่า การวิ่งเข้าสู่เส้นชัยไม่ได้ขึ้นกับรองเท้า(มากนัก) ไม่ว่าจะเป็นรองเท้าคู่ละ 200 หรือ 2,000 ก็พาเราวิ่งได้เหมือนกัน ^^ //แต่หลังจากที่พิชิตมาราธอนแรกได้ ผมก็กะว่าจะให้รางวัลตัวเอง โดยหารองเท้าดี ๆ ไว้ใส่วิ่งต่อไปในมาราธอนที่ 2 (ไม่จบง่าย ๆ แน่ครับ ^^)

รองเท้าคู่บุญ (พื้นสึกยังกะอะไรดี อิอิ) (คู่ที่คาดว่า)จะให้รางวัลตัวเอง ^^

สวมถุงเท้า 2 ชั้น ป้องกันเท้าพอง

อาการเท้าพองถือเป็นเรื่องปกติที่พบได้ในการวิ่งทางไกล แต่ถ้าเราได้สวมถุงเท้าเข้าไป 2 ชั้น มันจะช่วยลดผลกระทบลงไปได้เยอะมากเลยทีเดียว และเพื่อเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เราก็หาเอาคู่ที่ใส่ไปทำงานแล้วสวมทับกัน 2 ชั้นใส่วิ่งต่อเลย 😛 (ไม่ต้องเปลืองผงซักฟอกหลายครั้ง 555)

ลงทุนซื้อกางเกงวิ่ง ลดการเสียดสีของหว่างขา 😛

ด้วยความไม่รู้ (และไม่ยอมศึกษา) ผมนึกว่าจะใส่กางเกงอะไรวิ่งก็ได้ จึงใช้กางเกงลำลองที่มี ใส่วิ่งในช่วงแรก ๆ (ผ้าลูกฟูกก็เคยใส่มาแล้ว ?) แต่พอใช้ไปสักพักก็พบว่า เนื้อผ้าสามารถทำให้เกิดการเสียดสีกับต้นขาจนเป็นรอยแผลแดง ๆ เมื่ออาบน้ำและทายาก็จะรู้สึกปวดแสบปวดร้อนมาก และต้องใช้เวลาเป็นอาทิตย์ถึงจะหาย จึงได้ตัดสินใจลงทุนซื้อกางเกงแบบนักวิ่งอาชีพ ราคาตัวละ 200-250 บาท (ซื้อจากร้านขายเสื้อผ้ากีฬาโดยเฉพาะ) และเมื่อผมมั่นใจว่าจะวิ่งได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ล้มเลิกไปกลางคันอีก ก็ได้ลงทุนซื้อชุดวิ่ง 7 สี(มณี 7 แสง ^^)กว่า 1 โหล เพื่อหมุนเวียนใส่ให้เพียงพอใน 2 สัปดาห์ (จะได้แยกซักผ้าโชกเหงื่อให้เต็มถังในครั้งเดียว ?)

 

โบ๊ะครีมกันแดดหนา ๆ ถ้าไม่อยากเป็นท่านเปา ^^

ปกติแล้วผมจะดำแบบหนุ่มอีสาน หากผ่านการออกแดดไปซ้อมวิ่ง 1 ชั่วโมง ก็จะคล้ำลงเป็นแบบชาวประมง แต่หากลงวิ่งแข่งมาราธอนที่ต้องตากแดดเป็นครึ่งวันแล้วไซร้ ใบหน้าข้าพเจ้าก็จะถูกทาบทับด้วยหน้ากากท่านเปาโดยฉับพลัน  ??? ดังนั้น หากท่านไม่อยากให้คอร์สเสริมสวยเสริมหล่อราคาแพงจากนิติพล, วุฒิ-ศักดิ์ คลินิก ของท่านเป็นการลงทุนที่สูญเปล่า ^^ ก็โปรดจงได้โบ๊ะครีมกันแดดหนา ๆ ไปวิ่ง //แต่ด้วยความที่ข้าพเจ้าขี้เกียจทาหลาย ๆ ขวด จึงได้เลือกใช้ยี่ห้อ Nivea รุ่นควบคุมความมันที่มี SPF 50  จะได้ทาครั้งเดียวแล้วเอาอยู่เลยครับ ^^

ล้างหน้าทันที ที่ cool down เสร็จ

ถ้าไม่อยากเป็นสิวขึ้นเขรอะ ก็ให้รีบล้างหน้าทันทีที่วิ่งเสร็จ ตอนแรก ๆ ผมไม่กล้าทำ เพราะกลัวว่าจะช็อกตาย จึงนั่งเล่นมือถือให้เหงื่อแห้งก่อนเป็นครึ่งชั่วโมงค่อยไปล้างหน้า ปรากฏว่า หน้าขึ้นเห่อสิว หมอผิวหนังจึงแนะนำให้รีบล้าง ผมก็เลยลองดู พบว่าไม่ตายจริง ๆ ? เพราะผมได้เดินคูลดาวน์เป็นกิโลก่อนที่จะหยุดวิ่ง ตอนนี้สิวไม่ค่อยขึ้นอีกแล้ว ?

ฝึกวิ่งให้ได้ 10 กิโลเมตร/ชั่วโมง

เนื่องจากการวิ่งมาราธอน จะมีเรื่องของการตัดออก (CUT OFF) จากการแข่งขันด้วย หากว่าเราวิ่งช้าเกินไป จนไม่สามารถเข้าเส้นชัยได้ในเวลาที่กำหนด อย่างงานวิ่งขอนแก่นมาราธอนนานาชาติในครั้งนี้ ก็กำหนดจุด Cut Off ไว้ว่าต้องวิ่งให้ได้ 32 กิโลเมตรภายใน 7 ชั่วโมงแรก มิฉะนั้นจะถูกตัดออกจากการแข่งขันในทุกกรณี ดังนั้น จึงควรฝึกซ้อมในด้านความเร็วของการวิ่งด้วย แต่ก็อย่าได้ซีเรียสมากไปครับ เพราะผมเองก็เคยทำได้เพียงไม่กี่ครั้ง โดยครั้งแรกที่ทำได้ก็คือหลังจากเริ่มวิ่งมาแล้วถึง 5 เดือน

ก่อนหน้านั้น ผมไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้เลย (แค่พาตัวเองออกไปวิ่งได้ ก็ถือว่ามีชัยไปกว่าครึ่งแล้วครับ ^^) แต่พอรู้กติกาเรื่องการ Cut Off จึงได้พยายามวิ่งแบบจับเวลาในวันที่สภาพร่างกาย (และจิตใจ) ฟิต ๆ 🙂 แต่อย่าเพิ่งกังวลไปเลยครับ เพราะถ้าให้ผมวิ่งอีกครั้งในวันนี้พรุ่งนี้ ก็ไม่แน่ใจว่าจะทำได้อีกหรือเปล่า 😛 แต่ผมเคยลองวิ่งสลับกับเดินสบาย ๆ แบบไม่เร่งรีบ พบว่าได้ระยะ 7 กิโลเมตร/ชั่วโมง แบบชิลล์ ๆ  ซึ่งถ้าเราสามารถยืนระยะอย่างนี้ไปได้ตลอด ก็จะสามารถวิ่งเข้าเส้นชัยได้ในเวลา 6 ชั่วโมงต้น ๆ ก็ไม่ต้องห่วงเรื่องการ Cut Off แล้วครับ ^^

ซ้อมใหญ่ไกลสุด 36.37 กิโลเมตร

ระยะวิ่งมาราธอนเป็น 2 เท่าของระยะฮาร์ฟก็จริง แต่ความเหนื่อยล้าจะไม่เป็น 2 เท่าแบบบัญญัติไตรยางค์นะครับ ^^ เพื่อการเตรียมตัวเตรียมใจไว้ให้ถูกต้อง จึงขอถามก่อนว่า คุณเคยเหนื่อยแบบก้าวขาไม่ออก แม้แต่เดินก็แทบจะไม่ไหวไหมครับ? ถ้าจะพูดให้เห็นภาพก็คงประมาณว่า “เหนื่อยจนยางออก” ล่ะครับ 😛 และเพื่อป้องกันปัญหานี้ ผมจึงได้ลองถามผู้ที่เคยวิ่งเข้าเส้นชัยมาแล้ว 2-3 คน เขาบอกว่าถ้าจะให้ดี ควรที่จะซ้อมวิ่งให้ได้สัก 25-30 กิโลเมตรก่อนลงแข่งสัก 2 สัปดาห์ [2], [3] แต่ด้วยความที่เป็นคนเว่อร์วังอลังการ ผมก็เลยซัดไปที่ 36.37 กิโลเมตรเลยครับ 😛

เมื่อซ้อมวิ่งได้ในเวลา 5 ชั่วโมงอย่างนี้แล้ว ผมก็เชื่อว่า ถ้าไม่มีอะไรพลิกผันแบบฟ้าถล่มดินทลาย ผมก็มั่นใจว่าจะสามารถวิ่งเข้าเส้นชัยได้อย่างแน่นอน รอลุ้นแค่ว่าเราจะทำเวลาได้ดีแค่ไหนเท่านั้นเองครับ 🙂

ระวังเป็นตะคริวหลังกิโลเมตรที่ 30

รอบสุดท้ายของการวิ่งในวันซ้อมใหญ่ (หลังกิโลเมตรที่ 30) ผมเกิดอาการหนักขา อ่อนล้า หมดแรง ก้าวเท้าไม่ออก แม้เส้นชัยจะอยู่ใกล้ ๆ อีกไม่กี่กิโล แต่กลับไม่สามารถก้าวเท้าไปให้ถึงได้ (มีแค่ใจ ยังไม่พอ ?) หลังจากนั้นกล้ามเนื้อต้นขาและน่องก็เกร็งเป็นก้อน เจ็บปวดมาก ซึ่งผมไม่เคยเป็นอย่างนี้มาก่อนตลอดการซ้อมวิ่งกว่า 5 เดือน จึงลองไปเสิร์ชดู อ๋อ แบบนี้นี่เองที่เขาเรียกว่าตะคริวจับ (เคยได้ยินบ่อย ๆ แต่ไม่ค่อยเข้าใจ เพราะไม่เคยเป็น อิอิ) อาการตะคริวเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น ความตึงเครียดของกล้ามเนื้อที่มากเกินไป ภาวะเกลือแร่ เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม ในร่างกายต่ำ หรือภาวะขาดน้ำ เสียเหงื่อมาก ก็สามารถกระตุ้นให้กล้ามเนื้อเป็นตะคริวได้ [4],[5],[6] โชคดีที่อาการตะคริวสามารถหายได้เอง โดยทั่วไปมักเกิดไม่เกิน 2 นาที แต่อาจมีบางรายเกิดได้นานถึง 5-15 นาที วิธีปฐมพยาบาลทำได้โดยการนวดและคลึงเบา ๆ  ยืดเส้น เหยียดเท้า คลายกล้ามเนื้อ เพื่อบรรเทาอาการเกร็งจะช่วยทำให้ตะคริวทุเลาลงไปเอง และมีวิธีที่ช่วยป้องกันได้ง่าย ๆ อย่างหนึ่งคือ หยุดพักจิบน้ำและเกลือแร่ทุก ๆ 7 กิโลเมตร (1 รอบสนามซ้อมของผมพอดี ^^)

การพักผ่อนให้เพียงพอ เป็นสิ่งสำคัญมากกกกก

ก่อนแข่งผมมีความมั่นใจมากว่าตัวเองจะสามารถวิ่ง 10 กิโลเมตรแรกได้อย่างต่อเนื่องโดยที่ไม่ต้องพัก เพราะซ้อมได้จนนับครั้งไม่ถ้วน และในสัปดาห์สุดท้ายก็เตรียมพร้อมมาเป็นอย่างดี แต่ในคืนก่อนแข่งกลับมีงานเข้า (รวมถึงการเขียนร่างบทความนี้ด้วย อิอิ) จึงได้นอนแค่ 3 ชั่วโมง และต้องตื่นตอนตี 3 (เพื่อเตรียมออกไปวิ่งตอนเวลา 4.15 น.) ซ้ำยังเผลอยกดื่มชาเขียวโออิชิที่เปิดฝาแล้วแต่ไม่ได้แช่เย็น เป็นผลให้ผมต้องจอดเดินตั้งแต่ 3 กิโลเมตรแรกหลังปล่อยตัว ? เนื่องจากมีอาการหนักขา แน่นหน้าอก จนก้าวเท้าไม่ออก (คล้าย ๆ กับเป็นตะคริว) และมีอาการท้องเสียหน่อย ๆ (ผมตกใจมาก จนคิดว่าอาจวิ่งไม่ถึงเส้นชัยซะแล้ว ?) ยังดีที่อดทนวิ่งต่อ และโชคดีที่เป็นวันอากาศครึ้มเย็นสบายไม่มีแดด ไม่งั้นผมคงล้มเหลวและต้องผิดหวังเป็นอย่างมาก จึงขอเตือนให้ทุกท่านที่จะลงแข่งมาราธอนว่าควรต้องเตรียมตัวให้พร้อมและพักผ่อนให้เพียงพอโดยเฉพาะใน 2 วันสุดท้ายก่อนการแข่งขัน

พึ่งครีมบรรเทาปวด ดีกว่าพึ่งหมอนวด ^^ แพง ๆ

การวิ่งอย่างต่อเนื่องจะทำให้เรามีอาการปวดเมื่อย ข้อ-เข่าเคล็ด กล้ามเนื้อตึง-อักเสบ เส้นเอ็นยึด ผมจึงหาทางออกโดยการใช้บริการหมอนวด ^^ (แผนไทย) สัปดาห์ละครั้ง ซึ่งค่าชั่วโมงจะแพงมากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับระดับของร้าน 😛 แต่ต่อมาได้ลองทาครีมบรรเทาอาการปวด พบว่ามันสามารถช่วยบรรเทา/รักษาอาการบาดเจ็บได้เยอะมาก แต่ก็ขอให้เลือกยี่ห้อดี ๆ เพราะบางหลอดจะทำให้ปวดแสบปวดร้อน หรือเย็นยะเยือกจนหนาวสั่น จนเกินจะทานไหว (เว่อร์อีกละ 555 ?) โดยอาจซื้อมาหลาย ๆ ยี่ห้อเพื่อทดลองใช้ แล้วคัดเอาที่เราชอบมากที่สุด แต่ตอนนี้ผมก็ใช้ควบคู่กันทั้ง 2 วิธี เพราะได้ติดนวดซะแล้ว อิอิ

ด้วยสภาพร่างกายที่ไม่พร้อมในวันแข่งขัน ผมยอมรับว่าหมดแรงไปตั้งแต่ประมาณกิโลเมตรที่ 25 แต่อาศัยว่าได้ครีมนวด สเปรย์บรรเทาปวด และเจลรักษาอาการบาดเจ็บ จากซุ้มให้บริการของทีมงานมาราธอน ที่ตั้งอยู่เป็นระยะ ๆ ตลอดเส้นทาง ทำให้มีแรงฮึดวิ่งต่อไปได้ แต่มันก็ออกฤทธิ์ได้เพียงสั้น ๆ ผมจึงใช้กลยุทธ์ว่า ขอกลั้นใจวิ่งจากซุ้มหนึ่งไปยังอีกซุ้ม แล้วก็ขอยามาละเลงจนเลอะทั่วขาแบบไม่ห่วงหล่อ (เพราะไม่มีอยู่แล้ว 555 ???) โชคดีที่ยังวิ่งเข้าเส้นชัยได้ในเวลาที่ดีกว่าตอนซ้อม 🙂

ข้อเสนอแนะต่อผู้จัดงานขอนแก่นมาราธอน

อันที่จริง ผมไม่อยู่ในฐานะที่สามารถจะให้ข้อเสนอแนะได้ เพราะเป็นนักวิ่งหน้าใหม่ ยังไม่มีประสบการณ์และข้อมูลเปรียบเทียบ แต่ด้วยนิสัย (ใช้คำไพเราะ ^^) ที่ชอบวิพากษ์วิจารณ์ จึงคันปาก อยากจะพูด จึงขอเริ่มจากสิ่งที่อยากชม คือ ระบบการจัดการโดยรวม ซึ่งน่าประทับ(สำหรับมือใหม่)มากครับ ตั้งแต่การไปรับเสื้อ-รับชิปที่เซ็นทรัล ทีมงาน ณ จุดให้บริการน้ำดื่ม ผลไม้ เกลือแร่ ทีมงานปฐมพยาบาล รวมถึงน้ำจิตน้ำใจของชาวขอนแก่น ที่ตั้งจุดให้บริการเสริมกับผู้จัดงาน มีการตั้งวงดนตรี และมีกองเชียร์อยู่ตลอดเส้นทางวิ่ง แต่ก็ยังมีบางสิ่งที่ผมมองว่ายังสามารถทำให้ดีขึ้นได้อีก และอยู่ในวิสัยที่สามารถจัดการได้ โดยใช้เงินไม่เยอะ เช่น เรื่องแก้วน้ำ ที่ถูกทิ้งเกลื่อนกลาดกลางถนน เพราะไม่มีถุงขยะให้ใส่ ซึ่งผมสังเกตเห็นว่า มีนักวิ่งจำนวนมาก ที่อยากจะเก็บแก้วให้เป็นระเบียบ จึงได้พยายามเรียงแก้วซ้อนกัน หรือกองรวม ๆ กันไว้ โดยเรื่องนี้มีทางออกง่าย ๆ แค่ลงทุนทำขาตั้งเหล็กรองรับถุงดำ จะทำจุดละ 10 ถุงก็ยังได้ คงใช้เงินไม่กี่ตังค์ หรือถ้ามองว่ายังแพงอยู่ ก็ไปชวนทีมผู้จัดของจังหวัดมหาสารคาม อุดร อุบล ฯ มาแชร์ร่วมกัน และแบ่งปันกันใช้จัดงานในครั้งต่อ ๆ ไปก็ได้ครับ 🙂 อีกประเด็นคือผมรู้สึกว่าซุ้มน้ำ ซุ้มยา ในระยะต้น ๆ ถึงกลาง ๆ นั้นมีความถี่ที่พอดีแล้ว (ห่างกันประมาณ 2-3 กิโลเมตร) แต่ช่วง 10 กิโลเมตรสุดท้ายก่อนกลับเข้ามหาวิทยาลัย ทำไมไม่มีซุ้มบริการเลย ทั้งที่เป็นช่วงท้าย ๆ ที่นักวิ่งส่วนใหญ่มีอาการบาดเจ็บและอ่อนเพลียกันมาก (ประจักษ์พยานคือแทบทุกคนจะหยุดเดินกันเกือบหมด) แต่ผมก็บ่นไปงั้น ๆ และยังไม่กล้าฟันธง เพราะนี่อาจเป็นมาตรฐานงานวิ่งแบบ International ก็ได้เนอะ 🙂 อีกเรื่องคือการคัดคนเป็นพิธีกร (ไม่ได้พูดถึงคนที่แปลภาษาอังกฤษนะครับ แต่พูดถึงผู้ชายที่หัวเราะใส่ไมค์ และพูดเล่นหัวเยอะ ๆ) งานระดับนานาชาติขนาดนี้ แต่ทำไมถึงเลือกใช้โฆษกได้เหมือนกับงานวัดจังเลย…

ขอบใจอีดำ อีดุ๊กดิ๊ก

ผมมีเพื่อนซ้อมวิ่งเป็นหมา 555 แทบทุกคราที่เปิดประตูรั้วออกไปวิ่ง อีดำจะอาสานำหน้าเสมอ (จริง ๆ บนเส้นทางซ้อมสายวิเวก ก็มีคนไปวิ่งและปั่นจักรยานเพื่อการออกกำลังกายอยู่บ้าง 4-5 คน) ส่วนหมาแก่อย่างอีดุ๊กดิ๊กคุณเธอมีประสบการณ์เก๋าเกม จึงดักรออยู่หน้าบ้านจนกว่าจะถึงรอบวิ่งสุดท้ายแล้วค่อยออกไปแจม ? แต่หมาสาวอย่างอีดำก็วิ่งด้วยสูงสุดอยู่แค่ 2 รอบ (14 กิโล) ซึ่งเราก็เข้าใจ และขอขอบน้ำใจแบบหมา ๆ (555)

 

ขอพลังจงสถิตอยู่กับข้า และทุก ๆ คนที่มุ่งมั่น ^^

การเข้าร่วมแข่งขันในครั้งนี้ ทำให้ได้รู้ว่ายังมีคนที่แกร่งกว่าเราอีกเยอะมาก (หลักหลายพัน) โดยชาวต่างชาติที่ได้อันดับหนึ่งนั้นเขาใช้เวลาวิ่งเพียงแค่ 2 ชั่วโมง 20 นาที ? และยังมีเด็ก ๆ ตัวเล็ก ๆ ผู้หญิง เอวบางร่างน้อย หรือแม้แต่คนสูงวัยที่วิ่งเข้าเส้นชัยได้ก่อน ข้าพเจ้าจึงตระหนักดีว่านี่เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับความท้าทายที่จะได้พบเจอในอนาคต… แต่ขอให้ภาพความทรงจำในวันนี้โปรดได้นำพาข้าพเจ้าและท่านผู้อ่านที่มุ่งมั่นให้มีกำลังกายกำลังใจ มีความเพียร มีวินัย ที่จะข้ามผ่านอุปสรรคต่าง ๆ ได้อย่างราบรื่น …
แต่ตอนนี้ ผมขอไปเฉลิมฉลองกับความสำเร็จเล็ก ๆ นี้ก่อนนะครับ ^^ ไชโย โห่ฮิ้วววว ???